คุณหญิงกระแตแต้...'s profileบันทึกร้อยแปดพันก้าวPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    December, 2007

    ออกภาคสนาม...กับข้าวหลามกระบอกโต

     
     
     
    ดีเดย์ซะที...
     
     
    วันนี้เค้าให้ไปเลือกตั้ง.....ไม่รู้จาเลือกใครดี
     
    เห็นใคร ๆ ก้อดีหมดท้างน้าน น น น
     
    แต่ก้อต้องไปเลือกอ่ะนะ....เราเป็นพลเมืองดีนี่หว่า
     
    แต่วันนี้ที่มีความสุขมากกว่าการได้มีสิทธิ์ชี้นิ้วเลือกคนมาเป็นผู้นำบ้านเมืองก็คือ...
     
    "พี่ ๆ ไปเลือกตั้งเร็ว ๆ นะ ผมรอที่โรงพยาบาลปากท่อ ไปรับผมที่นั่นนะ"   
     
    เจ้าปานโหวกเหวกมาตามสายเมื่อวันก่อน
     
    แหม...ก้อคนมันกำลังร้อนวิชานี่นา  เดี๋ยวเลนส์ขึ้นฝ้า ครูปานมันจะหาเรื่องค่อนแคะได้อีก
     
    แถมวันนี้มีนัดคุยกับอ.บุญรอดเรื่องงานวันเด็กด้วย
     
    ว่าแล้วอิฉันก้อกระโดดขึ้นรถเจ้าอาร์ตไปปากท่อทันที หลังจากโกยข้าวของในท้ายรถฉันใส่รถมันเรียบร้อย
     
    ก้อบอกว่าให้เอารถเราไป มันก้อไม่ยอม
     
    "โด่...รถเจ๊น่ะ มันลุยน้ำเค็มได้ซะที่ไหน ไปรถผมอ่ะดีแล้ว"   ดูนะ ฟังมันดูถูก
     
    เพียงไม่กี่นาทีเราสี่คน อันได้แก่ อิฉัน เจ้าปาน เจ้าอาร์ต และยัยนี ก็มาเดินเทิ่ง ๆ ตากแดดอยู่กลางทุ่งบางจาก
     
    เจ้าปานมันได้รับออร์เดอร์ให้มาถ่ายรูปสถานที่ปล่อยเจ้าปุก อินทรีพเนจร ที่เราจะมาทำพิธีปล่อยในวันเด็ก12 มกราคม 51 นี้
     
    งานนี้มีเหนื่อยอีกยก....
     
    แต่ไม่เป็นไร...เป็นงานที่เราเต็มใจทำ
     
    เพราะเราแอบคิดกับเจ้าปานไว้นานแล้ว ว่าสักวันจะรวมพี่น้องบนเว็บ Discoverythai.com มาทำกิจกรรมดี ๆ ให้เด็ก ๆ กัน
     
    ก้อเราผ่านพ้นวัยนั้นมานานแล้ว จนวันนี้พอจะลืมตาอ้าปากได้มั่งแล้วนี่
     
    มันก้อน่าจะทำอะไรคืนให้สังคมมั่งนะ
     
    หลังจากตะลุยไปดูพื้นที่และถ่ายรูปโรงเรียนต่าง ๆ สองสามโรงที่อ.บุญรอด นักดูนกชาวเพชรบุรีนัดให้เด็ก ๆ มาร่วมกิจกรรมวันเด็กแบบอนุรักษ์ธรรมชาติแล้ว เราก้อเลื้อยยาวไปถึงบ้านปากทะเล โดยไม่ลืมแวะและเล็มนกข้างทางไปตลอด ทั้งเหยี่ยวออสเปร เหยี่ยวขาว อีเสือสีน้ำตาล อีเสือหัวดำ นกยางกรอก เรียราดรายทางไปแม้จนกระทั่งเจ้ากะปูดแสนเปรียว ฯลฯ
     
    แดดร้อนโคตร ๆ เลย
     
    เสียงเจ้าปานพูดโทรศัพท์กับใครมั่งไม่รู้ ทั้งอ.บุญรอด และญาติโยมของมันทั้งหลาย
     
    แต่เสียงสุดท้ายที่ได้ยินคือ....
     
    เจ้าจอห์นกะลังสอยนกน้ำที่ปากทะเลก่อนหน้าเราแล้ว ! !
     
    อะไรกันฟะ  มาเงียบ ๆ แบบไม่กระโตกกระตากเลยนะยะ  นายจอห์น เดี่ยวมีโดน...
     
    เจ้าปานบอกอ.บุญรอดกินข้าวไปก่อนเลยนะ พวกผมจะกินกันที่ปากทะเลกับเจ้าจอห์น พี่หญิงเอาเสบียงมาเต็มท้ายรถแล้ว
     
     
    ณ  กระท่อมเล็กกลางนาเกลือ...
     
    เราขออนุญาตคุณลุงเจ้าของที่ ขอลงแวะพักร้อนกินข้าวหน่อย 
     
    คุณลุงใจดีมาก รีบกุลีกุจอจัดที่ให้ บอกว่า มีนักดูนกมาแวะที่นี่บ่อย
     
    เราแบ่งขนมกระยาสารทพิษณุโลกที่ยัยกุ๊กไก่เพื่อนซี้ส่งมาให้ ให้ลุงเอาไปกินมั่ง
     
    ลุงหัวเราะหึ ๆ
     
    "จะเข่ยเข้าไปไหวเรอะเนี่ย ?"   5  5  5
     
    เจ้าปานบ่นหิวข้าว แต่ดูจะน้อยฝ่าเจ้าอาร์ตที่วันนี้รับหน้าที่ขับรถ แถมบอกว่าตั้งกะเช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย
     
    ไม่เป็นไร พี่หญิงเอากับข้าวใส่ปิ่นโตมาตั้งหลายอย่าง ทั้งแกงส้ม ผัดกระเพรา ผัดหมี่ แถมด้วยไข่ไก่เอามาเจียวให้กินร้อน ๆ อีกด้วย
     
    ทุกคนขมีขมันตั้งวง
     
    เจ้าอาร์ตลากเตาแก๊สออกมาติดไฟ ทอดไข่อย่างชำนาญ
     
    แต่แล้ว....เหมือนฟ้าดินลงโทษ
     
    ทุกคนมองหาหม้อข้าว
     
    นั่นน่ะซี...หม้อข้าวอยู่ไหนล่ะ
     
    ทุกคนมองหน้าคุณหญิงกระแตแต้แว้ด
     
    อ้าวก้อชั้นใส่ไว้ในรถชั้นแล้วนี่นา อุตส่าห์ตะกายขึ้นมาเสียบปลั๊กตั้งกะหกโมงเช้า แล้วมันไปไหนล่ะ
     
    คุ้ยรถกันอีกรอบ ทุกซอกทุกมุม ก็ไม่มีแม้แต่เงาของหม้อ
     
    เจ้าปานเริ่มกัดแทะอิฉันก่อนเป็นคนแรก
     
    " คราวที่แล้วลืมจาน ยังพอหาฝากล่องโฟมแก้ขัดได้ คราวนี้เจ๊เล่นลืมหม้อเลยเรอะ ! ! "
     
    " นี่คราวหน้าถ้าลืมอีกผมไม่ให้อภัยแล้วนะ "
     
    จ๋อยไปเลยคุณหญิงกระแต ฯ
     
    คิดไปคิดมา มันอยู่ท้ายรถเรานี่หว่า  หยิบใส่รถเจ้าอาร์ตไม่หมด ! !
     
    " ก้อชั้นบอกแล้วว่าให้มารถชั้นก้อไม่เชื่อ เห็นมะ ย้ายของมาก้อหยิบมาไม่หมด แล้วจากินกันยังไงล่ะเนี่ย"
     
    อิฉันโวยวายตีลูกกันเอาไว้ก่อน
     
    คุณลุง คุณพี่เจ้าของกระท่อมยืนหัวเราะชอบใจ คงขำว่าคราวนี้มันคงต้องเป็นตานขโมยกันทั้งทีมแหง ๆ
     
     
    และแล้วความคิดก้อบรรเจิด...  
     
    เมื่อกี้ได้ยินเจ้าปานมันโทรบอกอ.บุญรอดให้กินข้าวไปก่อนแล้วค่อยตามมาหาเราที่นี่...
     
    มือไวเท่าความคิด  ฉันคว้าโทรศัพท์ทันที
     
    "อาจารย์ค๊า อย่าเพิ่งกินข้าวนะค๊า....ขับรถมาหาพวกหนูก่อน แล้วช่วยซื้อข้าวเปล่ามาฝากพวกหนูห้าคนด้วยค่า..."
     
    เสียงอาจารย์หัวเราะลั่น ๆ อยู่ปลายสาย
     
    เพียงไม่ถึงสิบนาที หนุ่มใหญ่ใบหน้าคร้ามคมก็เดินยิ้มยิงฟันขาว หิ้วถุงข้าวลงจากรถมาหาน้อง ๆ
     
    "วันนี้ผมขออนุญาตเลี้ยงข้าวนะคร๊าบบบบบ"   ฮ่า ๆ ๆ
     
    มื้อกลางวันวันนี้ดูจะอร่อยมาก ๆ แม้เจ้าปานกับเจ้าอาร์ตที่กำลังจะไส้ขาดอยู่แล้วก็ยังโซ้ยตุ้ย ๆ
     
     
    อาจารย์บุญรอดอยู่คุยรายละเอียดและความคืบหน้าเรื่องจัดงานวันเด็กพร้อมปล่อยเจ้าอินทรีปุกอยู่สักพักก้อขอตัวจากไป
     
    เราเก็บปิ่นโตข้าวของเข้าที่แล้วเตรียมตัวออกศึกเหมือนกัน
     
    เจ้าปานเดินนำลิ่ว ๆ ไปโน่นแล้ว
     
    มันจะรีบไปไหนของมันวะ ?
     
    อิฉันคว้ากล้องขึ้นบ่าแบบพยายามกระฉับกระเฉง  แต่มันคงขัดตา  ถึงหันมาเร่งลั่น ๆ
     
    วันนี้นกน้ำตัวเล็กตัวใหญ่ นับร้อย นับพัน เดินกันยุกยิกเต็มพื้นน้ำกลางรัศมีแดดสีเงินยวง
     
    มันเป็นนกอารายกันมั่งหว่า ?
     
    ไม่ต้องหาคำตอบแล้ว เพราะเจ้าปานมันเอาสโคปตั้งอยู่นู่น  แถมกวักมือเรียกให้ไปหา
     
    "ดูนี่ ๆ พี่ Broadbill sandpiper เคยเห็นอ๊ะป่าว ?"
     
    ยัยนีคว้าตำรามากาง  กลางแดดเปรี้ยง...
     
    อ๋อ....ชายเลนปากกว้างเหรอ ? ?
     
    เออ  นั่นแหละพี่  หัดจำภาษาปะกิดไว้มั่งดิ
     
    แน่ะ  ครูยังไม่วายกัดอีก      สักพัก เจ้าปานก้อเรียกอีก
     
    " นี่ไง ๆ เจ้า spoon bill ผมแคะมาให้พี่แล้ว ดูแล้วค่อย ๆ ย่องเข้าไปนะ ย่องให้เหมือนไอ้จอห์นนั่นแหละ ทำเป็นป่าว ?"
     
    อิฉันหันไปก้อเห็นเจ้าจอห์นกำลังค่อย ๆ คลานย่อเข่าอยู่บนคันนา ทีละคืบ ๆ ๆ เหมือนทหารพรานข้างรั้วลวดหนาม
     
    เอาวะ คลานก้อคลาน เดี๋ยวครูปานมันจะว่าพี่หญิงทำสนิมสร้อย ไม่ยอมคบด้วย
     
    ไอ้ร้อนน่ะไม่เท่าไหร่หรอก  ครีมกันแดด Spectraban 60 ของคุณชายน้องให้มาโบ๊ะเนี่ยเอาอยู่ สบายมาก
     
    แต่เมื่อยนี่น่ะซี  โคตร ๆ เลย
     
     
    นั่ง ๆ คลาน  ๆ ย่อง ๆ อยู่พักนึง เสียงโทรศัพท์ก้อดังขึ้น  ใครโทรมาวะ ตอนนี้ มือยิ่งไม่ว่างอยู่ด้วย
     
    เจ้าปานน่ะเอง ตะโกนกรอกมาในสายว่าน้องปูนบิลน่ะอยู่ตรงหน้าแล้ว เห็นเรอะเปล่า
     
    อิฉันก้อส่ายตามองตรงตามมือชี้ไป เอาไบน้อคส่อง ก็เห็นเจ้าปูนน้อยเดินยุกยิกอยู่ข้างหน้าจริง ๆ
     
    หันไปดูเจ้าครูปาน เห็นทำสัญญาณให้คลานเข้าไปอีก แถมมันยังเกาหัวทำท่าขัดอกขัดใจซะงั้น
     
    ปั้ดโธ่เว้ย  ยังกะมันอยู่นิ่ง ๆ งั้นนี้ ถอนสายตาออกจากวิวไฟน์เดอร์แป๊บเดียว เจ้าปูนน้อยหายไปไหนล่ะหว่า
     
    ตายแล้ว  งานนี้ถูกครูตีแหง ๆ เลยตรู
     
     
    เสียงโทรศัพท์ดังอีกแล้ว
     
    อะไรฟะ  โทรฟรีนี่มันโทรกระหน่ำกันเลยเรอะ
     
    "ได้มั้ยพี่ อยู่ตรงหน้าใกล้กว่าไอ้จอห์นตั้งเยอะนะ ถ้าไม่ได้ก้อไม่รู้จะพูดไงแระ "
     
    ดูนะ  ดูมัน  ไมให้กำลังใจเลย  มีตะซ้ำเติม  ฮือ ๆ ๆ
     
     
    ตากแดดหัวแดงจนไขมันละลายแล้วเจ้าครูปานก้อออกคำสั่งให้ไปต่อ
     
    ยังมีเจ้าชายเลนปากงอน เจ้าปากแอ่นหางดำ หางลาย รออีกเพียบ....
     
    (เอาอีกแล้ว ไม่จำภาษาปะกิดอีกแล้ว เดี๋ยวก้อโดนครูกัดเอาอีกหรอกเว้ยตรู)
     
    ตานี้ฉันเผ่นขึ้นไปนั่งบนรถเจ้าจอห์น มันใจดีกว่าครูปานตั้งเยอะ สอนให้เปิดหน้ากล้องเท่านั้นเท่านี้
     
    ไม่มีดุซักกะติ๊ด แถมเจอตัวไหนมันก้อจอดรถพรื่ด ให้คุณหญิงเจ๊สอยตามสบาย จนเจ้าปานที่อยู่คันหน้าหันมาเหล่แล้วเหล่อีก
     
    เราวนรถกลับไปกลับมา ก้อมาเจอทีมของอ.รุ่งโรจน์ จุกมงคลเข้าโดยบังเอิญ
     
    ที่บ่อนี้ขอบอกเลยว่าเดินยากสุด ๆ ทั้งไม้เลื้อยชายเลน ทั้งทางที่แคบและเอียง
     
    อิฉันก้อดันเป็นโรคเสียการทรงตัวซะด้วย
     
    งานนี้เดินเหมือนกายกรรม ตามองพื้นอย่างเดียว ใจคิดแต่ว่า ถ้าเสียหลัก ชูกล้องสูงขึ้นฟ้าไว้ก่อนละเฟ้ย
     
    นี่ถ้าไม่มีเจ้าปากงอนรออยู่ข้างหน้า จ้างก้อไม่มา ฮึ ! !
     
    เจ้าครูปานยังบ่นไม่เลิก
     
    "บอกแล้วว่าให้แต่งตัวให้รัดกุม แล้วดูซิเนี่ย ลากรองเท้าอะไรมา เดี๋ยวก้อรู้สึกหรอก"
     
    ปัดโธ่เว้ย นี่ก็รัดพุง เอ๊ย รัดกุมแล้วนี่หว่า ยังจะบ่นอีก
     
    ไอ้รองเท้าคู่นี้ก็แสนรัก ลากไปมาไม่รู้กี่ประเทศแล้ว ทั้งขึ้นเขาลงห้วย ก้อไม่เห็นมันจะทรยศตรงไหน
     
    อิฉันต้องก้มตัวลงเอามือตีขาตัวเองอยู่หลายที
     
    บอกขามันว่า ใจเย็น ๆ อย่าเผลอง้างขึ้นมา ดีดครูตกน้ำไปซะก่อน
     
    เดี๋ยวจะกลายเป็นลูกศิษย์คิดล้าง(น้ำ)ครู
     
     
    โน่น....เจ้าจอห์นคลาน ๆ หยุด ๆ ไปนู่นแล้ว ปากก็หันมาบอกว่า
     
    "มันหายไปไหนกันหมดแล้ว พี่หญิง กลับเหอะ ?"
     
    อ้าว ! ! ! !
     
     
     
    อย่ากระนั้นเลย  ไปเก็บเจ้าลอยทะเลดีฝ่า....
     
    โน่น ลอยตุ๊บป่อง ตุ๊บป่อง น่ารักซะไม่มี  แถมทางเดินก็กว้างขวางกว่ากันตั้งเยอะด้วย
     
    แปลกนะ  ทั้งแดดร้อน ทั้งปวดฉี่ แถมกระบอกข้าวหลามพร้อมสามขาอีกอัน มันน่าจะทำให้เหนื่อยล้า...
     
    แต่กลับกลายเป็นว่า เราสนุกกันได้แบบไม่รู้เลยว่าเข็มนาฬิกามันเดินหน้าไปถึงไหนแล้ว
     
    เจ้าฮ้อยจ๊อโทรมาถามความคืบหน้าเป็นระยะ ๆ โดยมีพวกเราแย่งกันพูด
     
    " ได้อะไรมั่งมั้ยจอห์น "
     
    "โอ๊ย  ได้เยอะเลยพี่ ทั้งปากช้อน ปากงอน ปากแอ่น..."   น้าน......ไอ้จอห์นมันว่าเป็นกลอนลำตัดไปโน่น
     
    "แล้วพี่หญิงล่ะ  พี่หญิงได้อะไรกะเค้ามั่งคับ"      แน่ะ  เห็นมะ น้องมันน่ารักซะ ยังมีกะใจห่วงพี่สาวคนนี้ด้วย
     
    " โอ๊ย  พี่หญิงกะไอ้จอห์นได้กันตั้งเช้าแล้วย่ะ ได้กันตั้งหลายที เอ๊ย เยอะแยะเลย "   
     
    เป็นไง นายหอย...เจอมุขนี้เข้าไป  อยากไม่มาด้วยนี่หว่า 
     
    ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
     
    เสียงเจ้าวีหรือนายฮ้อยจ๊อหัวเราะลั่นมาตามสาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อรู้ว่าฉันลืมหม้อข้าว.....
     
    เออ....มันคงเป็นประวัติศาสตร์ที่ต้องจดจำไปอีกนานแสนนาน
     
     
    เผลอแป๊บเดียว สี่โมงเย็นกว่าแล้ว....
     
    เหลือเชื่อเลย....
     
    เค้าถึงว่าเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ
     
    เจ้าปานบอกว่าเข้าไปในโครงการแหลมผักเบี้ยอีกหน่อยดีกว่า ดีฝ่าอยู่เปล่า ๆ
     
    เจ้าอาร์ตบอกดีเลย  ๆ จะได้ต้มมาม่ากิน
     
    เออเว้ย....คนละวัตถุประสงค์เดียวกันเลยนิ
     
    หลังจากขับรถวนไปวนมาพักนึง ยังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากน้องกาน้ำตาหวาน กะพี่ยางโทน ที่ยืนเรียงราย เราก้อมาจอดรถที่ศาลา
     
    เจ้าอาร์ตลากเตาแก๊สออกมาจัดการต้มน้ำชงมาม่าทันที
     
    " ขอกาแฟเผื่อผมด้วยนะพี่ "  
     
    เจ้าปานมันร้องสั่งออร์เดอร์แรกก่อนใคร โดยที่สองตามันยังไม่ละออกจากไบน้อค ในขณะที่เจ้าจอห์นเดินส่ายตาหาเหยื่อ ทั้ง ๆ ที่ปากก้อบอกไมเกรนกำเริบ ๆ
     
    แต่แล้วยังไม่ทันที่ยาแก้ปวดหัวจะออกฤทธิ์  เจ้าปานก็แหกปากร้องลั่น พลางชี้มือไปที่กลุ่มนางนวลที่บินร่อนบนท้องฟ้าข้างศาลา
     
    "เฮ้ย จอห์น เป็ดหัวเขียว ! ! ! "
     
    เจ้าจอห์นหันขวับด้วยสัญชาติญาณนักรบ พร้อม ๆ กับที่เจ้าปานหมุนตัวเป็นวงตามนกฝูงนั้นไป ในขณะที่อิฉัน - คุณหญิงกระแตแต้แว้ดยังนั่งเล็งเจ้ากาน้ำตาหวานอย่างใจเย็น
     
    เป็ดขงเป็ดเขียวอะไรของมันวะ ทำตื่นเต้นยังกะเจอทองคำตกข้างป้ายรถเมล์เชียว
     
    แต่เมื่อฉันเอี้ยวตัวไปข้างหลัง ก้อพบว่าเจ้านกฝูงนั้นมันตีวงอ้อมกลับมาทางฉันอีกครั้ง เจ้าปานชี้นิ้วร้องลั่น
     
    " พี่เล็กยิงเลย ๆ ๆ ๆ ๆ "
     
    แชะ ๆ  ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
     
    ฉันรัวชัตเตอร์ไม่นับทันทีเหมือนกัน ด้วยสัญชาติญาณมากกว่าความตั้งใจ
     
    เรียบร้อยโรงเรียนเป็ด เจ้านกฝูงนั้นพร้อมด้วยน้องเป็ดตัวเดียวในกลุ่มบินร่อนออกทะเลไปแย้ว.....
     
    เจ้าปานวิ่งเข้าศาลามาเปิดตำรา อีกมือหนึ่งก้อสาละวนพรีวิวดูรูปในกล้องคุณหญิงพี่
     
    " เฮ้ย เป็ดเชลดั๊ก "
     
    "ไหน ๆ ตัวไหน เออใช่จริง ๆ ด้วย "
     
    ยัยนียื่นหน้ามาตื่นเต้นอีกคนจนแทบจะทิ้งชามมาม่า ส่วนเจ้าอาร์ตบ่นพึมพำเป็นหมูกินผึ้งว่า เจอเป็ดก้อไม่เรียกด้วย
     
    เจ้าปานมันเดินรอบศาลาไปตีมือกะเพื่อนทีละคน ๆ พลางตะโกนเป็นเพลงแบบไม่เก็บอาการ เหมือนเด็กได้ของเล่นหุ่นยนต์ถูกใจ
     
    ตะลึง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ตึ่งตึง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ  ๆ ๆ
     
    อึดใจเดียว GSM ก็วายวอดด้วยโปรโมชั่นโทรฟรี.....
     
    ป่านนี้รู้กันหมดทั่วประเทศแล้ว  หรือเลยออกไปถึงนาย  toto ที่อเมริกา หรือเฮียจิมที่อินตะละเดีย นู่นแล้วมั้ง..... 
     
     
                                               23 ธันวาคม  2550 
     
     
     
     104_9223   104_9315    common-shelduck-01-12-07_517
      
    DSC03452      DSC03454     DSC03456   DSC03457
    November, 2007

    แด่น้อง...คนดี

     

    สุวิทย์ น้องชายคนดีของพี่เล็ก

     

              พี่เล็กอยากบอกน้องว่าดีใจมากที่ได้ทีโอกาสมารู้จัก มาทำงานที่เดียวกับสุวิทย์ และที่พิเศษมาก ๆ คือ เราได้ร่วมทำกิจกรรมที่ชอบเหมือนกันหลายครั้ง นั่นก็คือ การวิ่งมินิมาราธอน และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราสนิทกัน....

              พี่ยังจำได้ไม่ลืม ในสมัยที่เราก่อตั้งชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพของรพ.ราชบุรีใหม่ ๆ สิบกว่าปีมาแล้ว เรายกโขยงไปแข่งวิ่งมินิมาราธอนที่รพ.บ้านหมี่ด้วยรถสองแถว เจ้าภาพเขาจัดห้องพิเศษคนไข้ติดแอร์เย็นเฉียบให้เราพักรวมกัน แต่เรามันพวกมือใหม่ ไม่มีใครติดถุงนอนไปเลย ผ้าห่มที่เขาจัดให้มาก็ไม่พอ เราต้องแย่งกันใช้ และสุวิทย์เข้ามาทีหลังเมื่อผ้าห่มหมดแล้ว ก้อมาบอกพี่ซื่อ ๆ ว่า

              พี่เล็ก ขอผมซุกหัวนอนด้วยคนนะ หนาวชิบเป๋งเลย

    เฮ้ย ไปนอนกับหมอพจน์โน่น จำได้ว่าพี่โวยวายลั่นห้อง แต่เจ้ากลับตอบสั้นๆ ได้ใจความถนัดเลย

    ไม่กล้าอ่ะเจ๊ ขอนอนตรงนี้ล่ะนะ   เออ  เอากะมันซี  ดูมันทำ

    ว่าแล้วเจ้าก้อคว้าผ้าห่มไปแบ่งครึ่งนอนหันหลังให้ทันที นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้พี่รู้สึกเอ็นดูเจ้ามากกว่าจะเคือง หลังจากนั้นเราก็พากันรวมทีมไปวิ่งอีกหลายที่ ทั้งแม่กลอง โพธาราม นครสวรรค์ ฯลฯ ซึ่งในแต่ละสนาม เจ้าไม่เคยทิ้งพี่เลย ยามใดที่พี่จะหมดแรงวิ่ง เจ้าก็คอยวิ่งประกบเป็นเพื่อนตลอด พี่ยอมรับว่าถ้วยรางวัลส่วนใหญ่ที่ได้มาจากงานวิ่ง นอกจากความสามารถเฉพาะตัวแล้วก็มีเจ้านี่แหละมีส่วนเป็นแบ๊คอัพอยู่เบื้องหลัง

              วันที่รับรู้ว่าเจ้าป่วยไข้ ไม่ใช่เพียงพี่คนเดียวที่มีความห่วงใยเจ้า หลายคนที่รู้จักต่างก็พากันถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงและอยากไปเยี่ยม ไปให้กำลังใจกันมากมาย จนทางตึกเค้าต้องขอติดป้ายห้ามเยี่ยมเพราะกลัวสุวิทย์จะไม่ได้พักผ่อน น่าดีใจนะ ที่มีแต่คนรักและเป็นห่วงมากมาย ทุกคนยังจำภาพของเภสัชสุวิทย์ได้ดี ที่ทุกเช้าจะหอบแฟ้มยาขึ้นมาเยี่ยมคนไข้ถึงตึก ทักทายพี่ ๆ พ้อง ๆ พยาบาลด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส และกิริยาวาจาสุภาพมาก ๆ แม้ขนาดกับพี่เล็กที่สนิทกันมานานเจ้าก็ไม่เคยวางตัวว่าเคยสนิทสนมเล่นหัวให้น้อง ๆ ดู คงแสดงกิริยาอ่อนน้อมเสมอต้นเสมอปลายตลอดมา จนพยาบาลเค้าแอบชมกันหลายคนเลย รู้มั๊ย ?

              วันที่ Admit ในช่วงแรก ๆ พี่ไปเยี่ยมแล้วเจ้าบอกว่าอยากตัดผม พี่ส่งลูกน้องมือดีไปตัดผมให้ เค้ายังภูมิใจเลยว่าได้มีส่วนบริการให้เภสัชสุวิทย์ด้วย เช่นเดียวกับพี่ที่แม้จะไม่ได้ช่วยทำอะไรให้มากมาย แค่ได้พาคนไปตัดผมให้ ได้อาบน้ำให้เจ้า พี่ก็มีความสุขมากที่ได้บริการน้องรักคนนี้ ยิ่งเห็นเภสัชกุศลกับเจ้าอู๊ดรับหน้าที่ส่งข้าวส่งน้ำทุกวัน พี่ยิ่งปลื้มใจที่มีแต่คนรักเจ้าทั้งนั้น แสดงว่าเขารักในคุณงามความดีของเจ้าที่มีต่อทุกคนตลอดมา และผลแห่งคุณความดีนั้นก็ได้ปรากฏตอบแทนให้เห็นทันตาโดยไม่ต้องรอชาติหน้าภพโน้นไหนอีก ขอให้สุวิทย์ภูมิใจได้เลย และไม่ต้องวิตกกังวลว่าจะทำให้ใคร ๆ ลำบาก ที่ผ่านมานั้นทุกคนเต็มใจทั้งนั้นที่จะทำให้สุวิทย์หายวันหายคืน มีสุขภาพดี มีความสุขมาก ๆ

              การจัดงานวิ่งครั้งนี้ก็เช่นกัน เภสัชกุศลรู้ว่าสุวิทย์ชอบกีฬาประเภทนี้มาก จึงชวนพวกเรามาร่วมกันทำให้สุวิทย์มีความสุข ได้เห็นชาวชมรมวิ่งมารวมตัวกัน ร่วมเส้นทางเดียวกันอีกครั้ง และก็มีสมัครพรรคพวกตอบรับด้วยความเต็มใจมามากมายเกินความคาดหมาย พวกเราก็หวังว่าเสร็จงานนี้แล้วสุวิทย์จะมีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะเหมือนเมื่อครั้งเราไปแข่งวิ่งที่ต่างจังหวัด แล้วเราตั้งวงปูผ้ากันบนรถนั่นไง ...จำได้บ่ ? งานนั้นเจ๊ก้อหมดไปหลายกะตังค์เหมือนกัน ถ้ารถไม่ติดไฟแดงที่มีตำรวจยืนอยู่เราคงกระเป๋าฉีกไปอีกเยอะ จำได้ว่าวันนั้นพี่ยุทธการรวยเละอยู่คนเดียว 5 5 5

              พี่เล็กนี่ก็คงเหมือนคนแก่เนอะ ชอบเล่าถึงความหลัง เพราะคิดถึงภาพวันเก่า ๆ ทีไรก็เรียกรอยยิ้มได้ทุกที และคิดว่าสุวิทย์ก็คงเหมือนกัน การที่ได้คิดถึงวันเก่า ๆ อันแสนสุข จะทำให้จิตใจเราเป็นสุขขึ้นมาบ้าง ถ้า ใจ เป็นสุขซะอย่าง อะไร ๆ ก้อเรื่องเล็ก จริงมะ ? ?

              พี่ขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวง และกุศลผลบุญคุณงามความดีที่สุวิทย์ได้สร้างไว้ตลอดมา จงช่วยดลบันดาลให้สุวิทย์น้องรักของพี่เล็กมีสุขภาพแข็งแรง จิตใจเข็มแข็ง และผ่านพ้นช่วงวิกฤตของชีวิตไปด้วยดี พี่ ๆ เพื่อน ๆ และน้อง ๆ ทั้งโรงพยาบาลพร้อมเป็นกำลังใจให้เต็มที่จ้า.....

     

                                           รักมาก

     

                                           P’ เล็ก

     

    หัวใจสีแดง   หัวใจสีแดง   หัวใจสลาย   หัวใจสีแดง   หัวใจสีแดง   หัวใจสลาย

     

    ฉันไม่รู้ว่าคนอื่นเค้าจะเขียนถึงน้องคนนี้ว่าไง แต่โปรเจคนี้มันแว่บขึ้นมาในสมองทันทีเมื่อวานนี้เอง ที่ฉันแวะไปห้องยา แล้วเจอเภสัชฯกุศล หัวหน้าห้องยา ที่เป็นโยมอุปฐากส่งข้าวส่งน้ำให้เภสัชสุวิทย์ น้องรักที่กำลังผจญชะตากรรมด้วยโรคร้ายแรงเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ จนต้องเข้า ๆ ออก ๆ รพ.เป็นว่าเล่น

    และล่าสุด คุณศลก็มาบอกฉันว่าอยากจัดงานวิ่งเพื่อให้กำลังใจน้อง เพราะรู้ว่าน้องสุวิทย์ชอบกีฬาวิ่งเป็นชีวิตจิตใจ แต่ตอนนี้ไม่มีโอกาสได้วิ่งแล้ว เพราะครั้งสุดท้ายที่มาตรวจ หมอพบว่าเจ้าโรคร้ายนั้นได้กระจายตัวไปที่อวัยวะอื่นนอกจากตับอ่อนแล้ว ! ! !  

     

    เห็นหน้าเซียว ๆ ของคุณศลแล้วให้สงสารจับใจ ญาติก้อไม่ใช่ พี่น้องก้อไม่ใช่ แต่ยิ่งกว่าญาติ ยิ่งกว่าพี่น้องซะอีก คุณศลเชิญเราไปพบ ส่งกะตังค์ให้หมื่นบาท บอกพี่เล็กเก็บเอาไว้ จัดการเรื่องข้าวปลาอาหารและเสื้อยืดสำหรับงานวิ่ง ส่วนผมจะลงซ้อมวิ่งอย่างเดียว

     

    งานวิ่งส่งแรงใจของพวกเราจะเริ่มตอนเที่ยงคืนวันศุกร์นี้ 16 พ.ย. บนเส้นทาง 42 กม.ที่พี่น้องชมรมวิ่งรพ.ราชบุรีและพันธมิตรจะร่วมแรงประสานใจเป็นหนึ่ง ให้สุวิทย์ได้เห็นภาพประทับใจในเช้าตรู่วันเสาร์ที่ 17 นี้ ฉันเป็นคนหนึ่งที่รับหน้าเสื่อบริหารจัดการและจะร่วมเส้นทางเป็นเพื่อนนักวิ่งไปตลอดระยะทาง

     

    ฝันไว้ว่า เช้าวันเสาร์นี้ สุวิทย์จะลงมาที่หน้าตึกอำนวยการ มาดูเพื่อน ๆ ดาหน้าวิ่งเข้าเส้นชัยพร้อมกันด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และกำลังใจมากมายที่ผสานรวมเป็นหนึ่งเดียว...มอบให้สุวิทย์ น้องรักนักวิ่งของเรา....

     

    แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับข่าวล่าสุด คุณหมอที่รักษาน้องสุวิทย์เรียกคุณศลเข้าพบเมื่อบ่ายวานนี้...

    แจ้งข่าวร้าย....โรคมันไปเร็วกว่าที่คิด ทำให้เลือดออกในลำไส้มากขึ้นเรื่อย ๆ ต้องให้เลือดกันตลอด...

     

    ตกตะลึง....ตัวชาไปหมดตั้งแต่หัวจรดเท้า

    แม้จะคิดล่วงหน้าเตรียมใจไว้แล้วตั้งแต่รู้ข่าวการป่วยว่ามันต้องเป็นแบบนี้

    แต๋ฉันก็ยังไม่อยากให้เวลานี้มันมาถึงเร็วยังงี้เลย

     

    จริงอยู่ แม้ฉันจะบอกใคร ๆ เสมอ ว่าคนที่รู้ "กำหนด" ตัวเอง คือคนโชคดี

    แต่ฉันก็ยังไม่อยากให้ "กำหนด" ที่เค้าขีดเส้นมานั้นมาถึงคนที่ฉันรักแบบนี้เลย

     

    ความคิดอย่างหนึ่งผุดแว่บขึ้นมาในสมอง ฉันบอกคุณศลถึงความคิดที่แล่นปร๊าดเข้ามาทันทียังกะสายฟ้า

    คุณศลบอกฉันด้วยตาแดง ๆ ว่า

    "พี่เล็กอยากทำอะไร ทำไปเลยนะ ผมคิดอะไรไม่ออกแล้ว ขอให้สุวิทย์มันแข็งแรงขึ้นผมก็พอใจแล้ว"

    มือไวเท่าความคิด

    ฉันโทรบอกน้องนักวิ่งคู่หูอีกคนให้ไปซื้อกระดาษแข็งสีสวย ๆ มาห่อใหญ่ ๆ

    แล้วแจกให้ทุกคนช่วยกันเขียนคำอวยพร คำให้กำลังใจ คนละแผ่น

    แล้วฉันจะเอามาเย็บรวมเล่ม....มอบให้น้องสุวิทย์ได้อ่าน ให้เค้าได้มีความสุขตั้งแต่ตอนนี้

    ตอนที่ยังรู้เรื่องดีนี่แหละ

    เราไปเขียนประวัติ ไปสดุดี ต่อหน้างาน ต่อหน้าแขกนับร้อยนับพัน  เจ้าตัวเค้าจะรับรู้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย

     

    เจ้าสุวนิตย์คนแจกกระดาษบอกว่ากระแสตอบรับดีมาก

    พี่ ๆ น้อง ๆ ทั้งหมอพยาบาลทั้งหลายรับไปเขียนกันใหญ่ คุณสุวิทย์ได้อ่านคงชื่นใจ

     

    ฉันเองก็หวังอย่างนั้น

    และฉันเองก็ลงมือเขียนให้น้องรักคนนี้แบบรวดเดียวจบ

    ในขณะที่ความดันเลือดของฉันพรุ่งปรี๊ดขึ้นไปถึง 180/120 mmHg ! !

     

                        

                      14 พฤศจิกายน 2550

     

    October, 2007

    เพื่อนเก่า...รีเทิร์น

     
    เพื่อนเก่า...รีเทิร์น
     
    วันนี้อยู่ในห้องประชุมทั้งวัน  อยู่ดี ๆ วันนี้ก็ได้รับโทรศัพท์จากเสียงที่ไม่คุ้นเคย
    เสียงหล่อซะด้วย....ใครหว่า ? ?
    ฉันเอ๋อเหรออยู่พักนึง จนกระทั่งได้ยินฝ่ายโน้นเฉลยออกมาว่า "เราเองไง"
    ก้อแล้วมันเราไหนล่ะฟะ ?
    "เรา บัติ ไง เล็ก"
    ๑ # $ & * @@ ~    งง เฟ้ย  มันมาได้ไงเนี่ย 
    ยังไม่ทันจะยิงคำถาม ปลายสายด้านโน้นมันก้อใส่ฟิ้ว ๆ ๆ ตามมาไม่ยั้ง ราวกะกลัวจะไม่มีโอกาสได้พูดอีก
    แบบนี้มันรู้นิสัยฉันดีชัด ๆ ....
     
    "เราเจอชื่อนายอยู่บนหลายเว็บมากเลยนะ แอบตามไปเจาะดูแล้ว นายนี่เที่ยวแหลกเลยนะ แล้วเบอร์ทงเบอร์โทรก้อเปลี่ยนอีกด้วย เป็นไง สบายดีเหรอ ยังอยู่ที่เดิมเรอะเปล่า ฯลฯ...."
     
    โอ๊ยโว้ย.....
    ตอบไม่ถูกแล้วเว้ย  รู้แต่ว่าตอนนี้ก้อนแข็ง ๆ มันขึ้นมาจุกคอหอย
    ไอ้บัติ...ไอ้บัติ...แกจริง ๆ ด้วย
    ดีใจจัง...เอิงเงย....แต่....
    "เดี๋ยวชั้นโทรกลับนะ"   ทำไงได้ หน้าที่พิธีกรในห้องประชุมของฉันยังไม่เสร็จนี่นา
     
    ได้จังหวะสบโอกาส  วิทยากรกำลังบรรยาย คงอยู่บนเวทีอีกนาน
    ฉันวิ่งปรู๊ดออกจากห้องประชุม ออกมาคุยกะเจ้าบัติให้สาสมกับความตื่นเต้นดีใจ ไม่ได้ยินเสียง ไม่ได้เจอมันมาเป็นสิบเท่าไหร่ปีแล้วก็ไม่รู้เนี่ย
    ภาพอดีตที่ขมขื่นในวัยเรียน วิ่งไล่เข้าหาสมองฉันราวริ้วคลื่นในทะเลชะอำ
     
    กลางปีพ.ศ.2516
    ในโรงเรียนประจำอำเภอหนึ่งในจังหวัดที่เล็กที่สุดในประเทศไทย...
    ในชั้นเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 รุ่นแรกของโรงเรียนนี้.....
    ในบรรยากาศที่มีความขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงระหว่างนอกห้องเรียนกับในห้อง.....
    เด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งตะโกนร้อง เดินขบวนขับไล่ผู้บริหารสูงสุดของโรงเรียนตามคำบัญชาของใครบางคน
    เด็กวัยรุ่นอีกกลุ่มที่กำลังมีความหวังที่สดใสในชีวิต กลับต้องกอดคอกันร่ำลาในห้องเรียนเก่า ๆ ....แล้วแยกย้ายกันไปหาที่เรียนใหม่
    ด้วยผลการกระทำของบุคคลที่ชื่อว่าเป็น"แม่พิมพ์ของชาติ" บางคนที่ไม่ได้สอนชั้นเรียนนี้
    แต่.....ตำแหน่ง เกียรติยศ หน้าตา ชื่อเสียง ของตนมันสำคัญกว่าสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้น
    สำคัญกว่าอนาคตของเด็กนักเรียนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่สามสิบกว่าชีวิตที่กำลังพยายามสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนในฐานะม.ศ.สี่ รุ่นหนึ่ง
     
    วันนี้เด็กวัยรุ่นกลุ่มนั้น ที่กอดคอร่ำลากันในครั้งกระโน้น ต่างเติบโต โบยบินออกจากรัง ไปสร้างรังของตนเองกันแล้ว
    เจ้าบัติ เป็นด๊อกเตอร์ทางวิศวกรรมชลประทานอยู่มหาวิทยาลัยนเรศวร
    เจ้าหมง เป็นอาจารย์ในวิทยาลัยเทคนิค
    เจ้าเม้ง ไปเป็นนักธุรกิจรับเหมาจัดสวนรายใหญ่
    เจ้าหมุด ไปเป็นพ่อค้าผลไม้ขายส่งชื่อดังในตลาดกรุงเทพ
    ฉัน...กระเด็นมาเป็นผู้บริหารทางการพยาบาลคนหนึ่งของโรงพยาบาลระดับ 700 เตียง  อย่างที่ใครก็ไม่นึกฝัน ด้วยมันขัดกับบุคลิกอย่างแรง 
    ไอ้ม่วย เพื่อนรัก ตัวเล็กสุด...ถูกรถชนตายหลายปีก่อน....
    นอกกะนั้น แตกกระสานซ่านเซ็นราวกับกรุงแตก....ไม่รู้ว่าใครไปอยู่ที่ไหนกันบ้าง
     
    ฉัน....ไม่เคยเข้าไปเหยียบโรงเรียนนี้อีกเลยเป็นเวลาเกือบสามสิบปี ทั้ง ๆ ที่โรงเรียนไม่มีความผิด
    แต่แล้ว วันหนึ่ง....
    ฉันก็พาตัวเองเข้าสู่รั้วโรงเรียนนี้แบบเพื่อนมากลากไป
    จำได้ว่า วันนั้นฉันแอบไปยืนหน้าตึกทับทิม ตึกเรียนที่ฉันรักเป็นนักหนา
    ตึกที่มีหน้าตาละม้ายตึกอักษรศาสตร์จุฬา
    แล้วมองมาที่ห้องเรียนเดิมของเรา ฝั่งตรงข้ามตึกทับทิม
    น้ำตาไม่รู้มันมาจากไหน ไหลรินเป็นสายยังกะสายน้ำแม่กลอง
     
    ว่าจะไม่นึกถึงแล้วเชียว เขียนไป ใครก็ไม่เข้าใจ นอกจากเจ้าบัติคนนี้  และเพื่อนร่วมรุ่นที่ถ้ามันจะพลัดหลงเข้ามาอ่าน....
     
     
     16 ตุลาคม 2550
     
     
     
    December, 2006

    วันแห่งความสุข

     

     วันแห่งความสุข

     
         
          วันนี้เป็นวันแห่งความสุขจริง ๆ ค่ะ
     
     
     
          หลังจากเราทำงานหนักกันมานาน ในเรื่องการพัฒนาคุณภาพ จนน้อง ๆ ที่ตึกเราเริ่มจะหมดแรง (แต่ไม่ถอยค่ะ) เรายังมีนวตกรรมต่าง ๆ มีโปรเจคอีกร้อยแปดอยู่ในหัวขมองที่รอการนำออกมาใช้
     
          แล้วนาฬิกาก็พาเราเดินทางมาถึงวันนี้....
          วันที่คณะกรรมการมาตรวจประเมินเพื่อรับรองคุณภาพ
          ทันทีที่เห็นตารางการตรวจเยี่ยม เราก็ต้องยิ้มแก้มแทบปริ เพราะ
     
          ไม่มีรายชื่อตึกเราอยู่ในรายการตรวจประเมินครั้งนี้
     
          เป็นตึกคนไข้สามัญตึกเดียวที่รอดพ้นเงื้อมมือกรรมการ (เฮ้ย  จะใช้คำโหดไปมั้ยเนี่ย ?)
          เราก็แอบคิดหวังในใจไว้เหมือนกัน เพราะครั้งที่แล้วอาจารย์ลงมาตรวจแบบปูพรมทั้งโรงพยาบาล และตึกเราก็ถูกตรวจจนละเอียดทุกซอกทุกมุม แต่ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ
     
          มีชื่อตึกเราติดอยู่ในคำชมของคณะกรรมการ...
        
          เพื่อน ๆ น้อง ๆ หลายคนบอกอิจฉา  หลายคนมาแสดงความยินดีล่วงหน้าว่าตึกเราสบายไปแล้ว
          แต่เราก็ไม่ได้ประมาท ยังคงบอกเด็ก ๆ ให้เดินหน้าพัฒนางานและคิดโครงการต่าง ๆ เพื่อคนไข้ต่อไปไม่หยุด แถมขู่เด็ก ๆ อีกว่าเราเป็นตึกเดียวของสาขางานด้านเวชกรรมฟื้นฟู ยังไง ๆ อาจารย์ก็ต้องไม่พลาดการตรวจแน่
          ไม่มีสิทธิ์ถูกสุ่มตรวจเหมือนตึกอื่น ๆ เค้าหรอก
     
          เด็ก ๆ ของเรามันก็น่ารักจริง ๆ แม้งานจะหนักแค่ไหน
          แม้จะต้องเอาวันหยุดของตัวเองไปทำงานด้านคนพิการข้างนอกร.พ.
          ไปเยี่ยมบ้านคนไข้
          ไปจัดบอร์ดนิทรรศการข้างนอก
          ไปช่วยหมอตรวจและออกเอกสารรับรองความพิการให้คนพิการได้มีสวัสดิการจากภาครัฐ
          ไป.......ฯลฯ
          ส่วนในช่วงเวลาอยู่เวรก็มีโปรแกรมร้อยแปดให้ทำ นอกเหนือจากการดูแลคนไข้ตามหน้าที่ที่เรียนมา
     
          เค้าไม่เคยบ่นกันซักคำ ค่าตอบแทนก็ไม่มี
          ได้แต่คำอวยพรของคนไข้และญาติมาเป็นค่าตอบแทน
         
          วันนี้พวกเราได้รับค่าตอบแทนที่คุ้มค่าแล้วละ  เด็ก ๆ ในตึกยิ้มแย้มสดใส ความเครียดหายไปหมดเกลี้ยง
     
          พอรู้ว่าตึกเราไม่โดนตรวจ ฉันก็รับอาสาเข้าไปช่วยทีมประสานงานในการออกเดินตรวจเยี่ยมครั้งนี้ทันทีตามประสาคนอยู่นิ่งไม่เป็น
     
     
          ผลแห่งความดีมั้ง...เลยทำให้ฉันได้พบกับความสุขเต็ม ๆ
     
          เริ่มต้นด้วยเช้านี้เดินไปที่ OPD เพื่อเตรียมไปติดตามทีมเยี่ยมตรวจสิ่งแวดล้อม ฉันเดินผ่านกลุ่มคนไข้ที่นั่งรอตรวจอยู่มากมาย พร้อมกับเสียงเรียกชื่อฉันก็ตามหลังมา พอหันกลับไปดูก็พบว่าเจ้าของเสียงคือ พี่ตุ่ม อดีตหัวหน้าพยาบาลร.พ.ค่ายภาณุรังษี ที่น้องสาวของเธอเคยเป็นคนไข้ของฉัน แต่ตอนนี้ย้ายไปเป็นคนไข้อายุรกรรมแล้ว เพราะผลตรวจพบว่าเป็นมะเร็งไขกระดูก
     
          ตอนที่รอฟังข่าวผล MRI คนไข้คนนี้เธอรับไม่ได้เลย  เครียด กังวล  สับสน
     
          ฉันปลอบเธอด้วยสูตรเฉพาะตัวของฉัน ที่วันนี้เธอบอกว่ายังจำได้ดี
     
          ฉันแนะนำให้ทำใจว่าเป็นโรคร้ายไว้ก่อน และถ้าผลมันออกมาบอกว่าไม่เป็น เราก็ดีใจ ถ้าผลออกมาเป็น ใจเราก็ตั้งรับไปแล้วครึ่งหนึ่ง
     
          วันนี้เธอกลับมา Follow up ด้วยใบหน้าสดใส แม้ผลวินิจฉัยจะชัดเจนแล้ว ด้วยใจที่สงบขึ้น ยอมรับได้หมดแล้วด้วยมีญาติพี่น้องที่แสนดีให้กำลังใจอยู่รอบข้าง
     
          ตามประสาพยาบาลด้วยกัน เมื่อพี่ตุ่มทราบข่าวการรอคอยผลชิ้นเนื้อจากไฝของฉัน เธอก็ถามด้วยความห่วงใย และขอให้คำพิพากษาของฉันออกมาเป็นยกฟ้อง
     
          เช้านี้ฉันเริ่มต้นด้วยความสุขมากเลย แม้จะต้องออกเดินตากแดดหัวแดงไปกับอาจารย์ครึ่งวันเต็ม ๆ
     
     
          วันแรกผ่านไปด้วยความปวดเมื่อยระบม เพราะต้องเดินตามอาจารย์ไปดูสิ่งแวดล้อมทั่วโรงพยาบาลที่มีเนื้อที่หลายสิบไร่
         
          แต่แล้ว...วันที่สอง
     
          เจ้าลำดวนโทรเข้ามือถือมาตั้งแต่ยังไม่แปดโมง บอกว่าอาจารย์มาเยี่ยมตรวจที่ตึก !!
     
          อาจารย์อนุวัฒน์ หัวหน้าทีมมาเองเลย
     
          คุณหมอสองคนที่กำลังอาบน้ำแต่งตัวอยู่ที่บ้านพัก วิ่งขึ้นมาตอบคำถามอาจารย์แบบใส่สเก็ตมาเลย จนอาจารย์แซวว่า
     
          "ทัพหลวงนี่มาแบบหน้าตายังยู่ยี่เลยนะ"
     
          โธ่...อาจารย์ จะไม่วิ่งได้ไง ก็อาจารย์เล่นมาแบบไม่มีโปรแกรม แถมยังไม่ถึงเวลาเข้างานแบบนี้เนี่ยนะ
     
          แม้อาจารย์จะชื่นชมการทำงานของเรามาก แต่การมาแบบสายฟ้าแลบแบบนี้ก็ทำเอาพวกเราหัวใจจะวายได้นะคะ
     
          และแล้วเรื่องการเข้าเยี่ยมตรวจตึกของเราแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยของหัวหน้าทีมประเมินครั้งนี้ก็กลายเป็น talk of the town ไปทันที
     
          หลายคนบอกว่าใจหายใจคว่ำยิ่งกว่าการรู้ตัวว่าจะถูกตรวจซะอีก
     
          โถ....ใคร ๆ อุตส่าห์อิจฉาเราที่รอดมือ
     
          วันนี้เลยมีเรื่องได้หัวเราะกันมากมาย
     
          แต่ที่หัวเราะได้ดังที่สุดก็คือ
     
          สรุปผลการประเมินในภาพรวมขององค์กรเรา....ผ่าน
     
          หายเหนื่อยไปตาม ๆ กัน
     
          ผอ.ตกปากรับคำจะให้เงินสวัสดิการหนึ่งล้านบาทให้พวกเราไปดูงานที่ไหนก็ได้....เย้
     
         
     
          ก่อนที่ผลการสรุปประเมินจะออกไม่กี่ชั่วโมง
          ฉันก็ได้รับโทรศัพท์บอกข่าวที่รอคอย
          ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงซะที
          วันที่คำพิพากษาเดินทางมาถึง  หลังจากให้เรารอลงอาญามาเดือนกว่า ๆ
     
          เจ้ามานิตโทรมาจากห้องพยาธิวิทยา บอกว่าผลชิ้นเนื้อของพี่เล็กที่ส่งไปตรวจที่ศิริราชมาแล้ว
     
          เหรอ ?
     
          แล้วผลว่าไงล่ะ ?
     
          "พี่เอาใบเบิกมาให้ผมด้วยนะ อย่าลืมเซ็นมาด้วยล่ะ"  ดู ดูมัน นึกว่าจะโทรมาบอกผลลัพธ์ ที่แท้มันทวงใบเบิก
     
          "แล้วผลมันออกมาว่าไงล่ะ"   ฉันเตรียมพร้อมรับเต็มที่
     
          "เอ่อ...มันก้อ....พี่ไปถามหมอดีกว่า"
     
          ปะโธ่เว้ย...แล้วก็ไม่บอกว่าเค้าให้มารับผลเป็นเอกสาร หรือถ้าจะใช้การโทรถามต้องคุยกับหมอเอาเอง
     
          หมอสมหมายที่แสนดีบอกมาตามสายว่า เป็นข่าวดีค่ะ
     
          ชิ้นเนื้อที่ส่งไปย้อมสีตรวจเซลล์มะเร็งนั้นผลออกมาเป็นลบ อาจารย์บอกว่าเป็นเซลล์ของกลุ่มไฝประเภทหนึ่งที่เนื้อเซลล์ไม่ค่อยสวย (ภาษาหมอแปลว่า ไม่ค่อยดีค่ะ) แต่ไม่ใช่มะเร็ง
     
          เย้....เย้....เย้....เย้
     
          วันนี้มีแต่ข่าวดี....
     
              
          ระหว่างที่ฟังผอ.ประชุมสรุปการประเมินผล ป้าตาเป็นคนแรกที่ฉันบอกข่าวดีนี้
     
          "เหรอ ? ดีใจด้วยจริง ๆ นะเล็ก งั้นเตรียมเปิดโต๊ะจีนได้แล้วละ"
     
           ! ? ! ? ! ? ! ? ! ?
     
          อ้าว...แล้วนี่ตกลงว่าดีใจจะได้กินกันอีกแล้วเหรอป้า  
     
          5 5 5
     
          ป้าหน่อยก็โทรลงมาจากสังขละบุรี บอกว่าเจ้าหวานเพ็ญ หัวหน้าพยาบาลร.พ.สังขละจะพาพวกเราที่ไปร่วมเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรมหลวงพ่ออุตตมะวันพรุ่งนี้ข้ามฟากไปฝั่งพม่าไปไหว้พระที่วัดเสาร้อยต้นด้วย....เฮ...
     
          สรุปว่าพรุ่งนี้เราจะออกเดินทางไปเป็นเจ้าภาพงานสวดกันแบบเบิกบาน ปลอดโปร่งทุกอย่าง
     
          แล้วยังงี้จะไม่เรียกว่าวันแห่งความสุขได้ไงเนอะ
     
     
     
                                   13 ธันวาคม  2549 
         
    November, 2006

    เกิดเป็น เจ็บเป็น ตายเป็น

     
     
     

    เกิดเป็น  เจ็บเป็น  ตายเป็น

     
     
            อาทิตย์ก่อนหมอสมนึก - เว็บมาสเตอร์ของรพ.เราเอาหนังสือมาให้อ่านเล่มหนึ่ง ชื่อ "เกิดเป็น  เจ็บเป็น  ตายเป็น" บอกว่าให้เปิดอ่านดูแล้วจะได้อะไรดี ๆ จากเล่มนี้มากเลย เราเลยอ่านสามรวดจบ (ปกติพอคเกตบุ๊คเล่มหนึ่ง ๆ จะใช้เวลาละเลียดอ่านนานมาก ถ้าถูกใจ เรียกว่าอ่านทุกตัวอักษรและอาจมีซ้ำไปมาตามประสาคนย้ำคิดย้ำทำอีกด้วย) แต่เล่มนี้สามรวดจบจริง ๆ ค่ะ อ่านแล้วต้องบอกว่าถูกใจ  เอ๊ย ตรงใจ เป๊ะ ๆ เลย ใครไม่เคยอ่านไปหาได้ (น่าจะวางอยู่บนร้านใหญ่ ๆ นะ)
       
          คนเขียนเล่มนี้เธอชื่อ สุภาพร พงศ์พฤกษ์  (นักแปลสารคดี และทำงานเกี่ยวกับองค์กรศาสนา) เธอเขียนไว้ตั้งแต่ตอนเป็นมะเร็งเต้านมใหม่ ๆ เล่มหนึ่งแล้ว และเล่มนี้เป็นผลงานตามติดมาหลังจากมะเร็งสงบไปได้ 9 ปี จากการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติบำบัดในแบบฉบับของเธอ (ไม่ผ่าตัด ไม่ฉายแสง ไม่ทำ Chemotherapy) แต่ดูแลสุขภาพอย่างดีด้วยการออกกำลังกาย โยคะ อยู่กับธรรมชาติ รับประทานอาหารชีวจิต และที่สำคัญที่สุดคือฝึกเจริญสติ สมาธิ และมรณานุสติ
     
          ตอนนี้เธอจากโลกนี้ไปแล้วค่ะ
     
          แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะใคร ๆ ก็ต้องตายทั้งนั้น ไม่ว่ามะเร็งหรือไม่มะเร็ง
     
          แต่สภาวะจิตก่อนลาจากนิรันดร์ของเธอต่างหากที่น่าสนใจ 
     
          อ่านแล้ว  อ่านอีก
     
          อ่านกลับไปกลับมาหลายเที่ยว พร้อมกับที่น้ำตาแอบไหลเล็ก ๆ
     
          เธอ....จิตใจคงมั่น มีสติจวบจนนาทีสุดท้ายก่อนจากลา ด้วยประโยคที่บอกแม่และเหล่ากัลยาณมิตรรอบข้างว่า พร้อมจะไปแล้ว ไม่มีห่วงอันใดอีกแล้ว
     
          การจากไปของสุภาพร ทำให้คนที่อยู่รอบข้างหลายคนได้รับข้อคิดดี ๆ หลายอย่าง จนแม้แม่ชีศันสนีย์ยังเอ่ยว่า เธอคือครูของผู้อยู่หลัง
     
          จะมีใครอีกไหมที่จากไปอย่างงดงามและสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างคุณสุภาพรคนนี้
     
          ตลอดระยะเวลาของการอยู่ร่วมกับ "คุณก้อนมะเร็ง" ที่เธอถือว่าเป็นเหมือนเพื่อนสนิท เหมือนน้องคนเล็กที่ต้องดูแล ตั้งแต่ยังอยู่ในกาย จนเติบใหญ่ (แตกเป็นแผล) ออกสู่สายตาคนภายนอก  เธอฝึกจิตอยู่ทุกขณะให้ยอมรับสภาพโรคาพยาธิที่เผชิญอยู่ ฝึกระลึกรู้ถึงความตายจนคุ้นชินและพร้อมที่จะไปได้ทุกเมื่อ
     
           อานิสงฆ์ของการฝึกจิตจนเข้มแข็ง ทำให้เธอพบกับหนทางสว่างของชีวิต ในขณะที่ทุกข์ทางกายขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกขณะ จนถึงขั้นเดินไม่ได้ หายใจติดขัดเพราะมะเร็งลุกลามไปถึงกระดูกสันหลัง แต่ทุกข์ทางใจกลับค่อย ๆ มลายห่างหายออกไปแบบสวนทางกัน..... 
     
          ที่สำคัญ เธอมีกัลยาณมิตรมากมายที่อยู่เคียงข้าง สร้างความอบอุ่นคุ้นเคย ทั้งมิตรจากแดนไกลที่อุตส่าห์บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาร่วมด้วยช่วยกันดูแล และมิตรแท้สหายธรรมอีกหลายคนนานาอาชีพ รวมทั้งสารพัดคำอวยพรและกำลังใจที่หลั่งไหลมาทางอินเตอร์เนต อ่านแล้วปลื้มใจแทนจริง ๆ
     
          เธอ....คุณสุภาพรคงเป็นคนที่ดีมาก ๆ จึงมีเพื่อนมากมาย และไม่ทิ้งกัน
     
          แต่เปล่าเลย....เธอหาได้คิดเช่นนั้นไม่
     
          เธอบอกว่าเป็นเพราะเขาเหล่านั้นมีจิตใจดี จิตใจงดงามต่างหาก เขาจึงมีเมตตามาดูแล มาให้กำลังใจ
     
          สุภาพรไม่เคยคิดเข้าข้างตัวเองเลย ทั้ง ๆ ที่ในอดีตนั้น เธอยอมรับว่าเป็นคนที่ "หลงตนเอง" มากคนหนึ่ง ด้วยความเชื่อมั่นในความสามารถที่มี และความที่เป็น "ลูกรัก" ของพ่อ
     
          ธรรมมะไม่เพียงเยียวยาสภาพร่างกายให้อยู่กับมะเร็งได้อย่างสันติสุขเท่านั้น แต่ยังเยียวยาจิตใจ ยกระดับขึ้นจนสามารถละทิ้งความเป็นตัวตนเดิม ๆ ได้อย่างหมดจด
     
          "คิดบวกค่ะ"   เธอเคยบอกคุณช่อผกา วิริยานนท์ ในวันที่ให้สัมภาษณ์ลงหนังสือสาวิกาเมื่อปีก่อน
     
     
           ฉันปิดหนังสือหน้าสุดท้ายลงเมื่อเช้านี้พร้อมตั้งคำถามกับตัวเอง
     
           แล้วเราล่ะ ?  ทำได้ถึงเศษเสี้ยวของเค้ามั๊ย
     
           ของเรายังมีโอกาสดีกว่าเขาอีก เพราะยังรอคำพิพากษาอยู่ เราจะหายใจทิ้งไปวัน ๆ เหรอ ?
     
           ทุกวันนี้แค่ไปเดินออกกำลังกายตอนเช้า (แถมวิ่งอีกนิดหน่อย) พร้อมตั้งจิตสวดพุทธคุณมากกว่าอายุหนึ่งจบตามสูตรหลวงพ่อจรัญแห่งวัดอัมพวัน สิงห์บุรี ที่พร่ำสอนมา รวมทั้งนั่งสมาธิแบบตามมีตามเกิดคงไม่พอแน่นอน
     
           สวดพุทธคุณมาตั้งแต่ 37 จบ จนปีนี้ต้องสวดถึง 51 จบ จิตยังไม่ค่อยจะนิ่งเลย
     
           มกรานี้ไปวัดอัมพวันดีกว่า ไปหา "ครู" คนแรกของเรา
     
           ว่าแล้วก็เตรียมกาปฏิทิน.....
     
     
                             30 พฤศจิกายน 2549
     
         
    November, 2006

    แครอท ไข่ และกาแฟ

     
     

    แครอท ไข่ และกาแฟ

     

    วันหนึ่งลูกสาวพร่ำบนถึงชีวิตอันแสนลำเค็ญให้พ่อฟังว่า

    เธอกำลังรู้สึกอับจนปัญญาที่จะจัดการกับชีวิตและปรารถนาที่จะยอมแพ้พ่าย

    ด้วยรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการต่อสู้และการแข่งขัน

    ประหนึ่งว่าเมื่อสางปัญหาหนึ่งเสร็จสิ้น อีกปัญหาหนึ่งก็ก้าวเข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ


    ผู้เป็นพ่อซึ่งเป็นพ่อครัวจึงเดินนำเธอเข้าไปในครัว จัดแจงต้มน้ำในหม้อสามใบ

    ด้วยไฟแรงจนน้ำเดือด เขาใส่แครอทในหม้อใบแรก

    วางไข่ลงในหม้อใบที่สอง และตักกาแฟลงไปในหม้อใบสุดท้าย

    แล้วปล่อยให้มันต้มไปเรื่อยๆ โดยไม่มีคำอธิบายเลย

    ฝ่ายลูกสาวเริ่มรู้สึกหงุดหงิดและหมดความอดทน ทั้งยังสงสัยว่าพ่อกำลังทำอะไร


    ยี่สิบนาทีผ่านไป เขาก็ปิดเตาแก๊ส ตักแครอทขึ้นมาวางไว้ในชาม นำไข่วางไว้ในชามอีกใบหนึ่ง และตักกาแฟไว้ในชามสุดท้าย แล้วหันไปถามลูกว่า

    "ลูกเห็นอะไรบ้าง"

    "แครอท ไข่ กาแฟ" เธอตอบ


    เขาจึงขอร้องให้เธอสัมผัสแครอท เธอจึงรู้ว่ามันนิ่ม

    แล้วเขาก็ให้ลูกสาวตอกไข่ เมื่อเธอแกะเปลือกไข่ออก ก็พบว่าไข่นั้นได้ต้มจนสุก

    แล้วท้ายที่สุดเธอให้ลูกสาวลองจิบกาแฟดู  เธอยิ้มและลิ้มรสอันหอมกรุ่นนั้น แล้วค่อยๆ ถามว่า

    " นี่หมายความว่าอย่างไรเหรอคะคุณพ่อ "


    พ่ออธิบายว่า เราได้กระทำต่อสามสิ่งนี้ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน

    นั่นคือ น้ำเดือด แต่ผลลัพธ์มันกลับแตกต่างกัน

    จากเดิมแครอทดูแข็งๆ และไม่โอนอ่อนผ่อนตาม

    พอผ่านการต้มมันกลับนิ่มและดูอ่อนปวกเปียก


    ไข่ซึ่งดูบอบบาง มีเพียงเปลือกบางๆคอยห่อหุ้มของเหลวภายใน

    แต่น้ำเดือดทำให้ของเหลวนั้นกลับแข็งขึ้น


    ขณะที่กาแฟกลับมีลักษณะเฉพาะตัวตลอดกาล

    เมื่อมาเจอน้ำเดือด น้ำต่างหากที่แปรเปลี่ยนไป



    " แล้วลูกล่ะเป็นอะไร" พ่อถามลูกสาว

    เมื่อความทุกข์มาเยือน ลูกจะเตรียมรับมืออย่างไร

    ลูกเป็นแครอท ไข่ หรือ กาแฟ 


        แล้วคุณล่ะ ?


    แครอทนั้นดูแข็งโป๊กแต่เมื่อต้องเผชิญกับความทุกข์ยากนานาก็จะเฉา อ่อนแอและสูญเสียเรี่ยวแรงกำลังไป

    หรือจะเป็นไข่ซึ่งดูสามารถปรับสภาพได้ในตอนแรก

    จิตใจอันอ่อนไหวของคุณจะเป็นอย่างไรหลังจากที่ต้องเผชิญกับความเป็นความตาย การแตกแยก การหย่าร้าง หรือการเลย์ออฟ

    หัวใจของคุณหยาบกร้าน และแข็งกระด้างขึ้นหรือเปล่า

    แม้เปลือกภายนอกของคุณยังคงเดิม หากหัวใจและจิตวิญญาณของคุณเล่า

    มันปวดร้าวและได้แปรเปลี่ยนเป็นแข็งแกร่ง

    หรือคุณเหมือนเมล็ดกาแฟ เมื่อเจอน้ำเดือดอันนำมาซึ่งความเจ็บปวด

    แต่ ณ อุณหภูมิสูงสุด 100 องศาเซลเซียส กาแฟกลับมีรสชาดดีขึ้นยามนั้น


    หากคุณเป็นดั่งกาแฟ เมื่อถึงภาวะที่เลวร้ายที่สุด

    นอกจากคุณจะสามารถจัดการชีวิตตนเองได้แล้ว

    คุณยังสามารถทำสิ่งรอบข้างให้ดีขึ้นได้ด้วย

     

       (ขอบคุณป้าหมู น้องสาวคนดี ที่ Fwd เมล์นี้มาฝากเรานะ....)

                        19 พฤศจิกายน 2549

    November, 2006

    ไฝ...เพื่อนสนิท (4)

     
     
     กำลังใจ
     
     
     
        กำลังใจ....
     
        กำลังใจ....
     
        กำลังใจ....จากใครหนอ  ขอเป็นทานให้ฉันได้ไหม...
     
        ให้ชีวิตได้มีแรงใจ ให้ดวงใจลุกโชนความหวัง.....
     
        อ้าว....ว่าจะเขียนเรื่องกำลังใจ  ไหงกลายเป็นเพลงไปได้ล่ะเนี่ย
     
        
        วันนี้บรรยากาศในที่ทำงานก็คล้าย ๆ เมื่อวาน คือ ประชุมแทบทั้งวัน
     
        แต่ที่ไม่เหมือนเมื่อวานคือ  วันนี้มีคนมาถามเราเกี่ยวกับเรื่องตาหลายคน รวมทั้ง...กำลังใจ
     
        เออแฮะ....ข่าวไปเร็วจัง
     
        มีคนบอกว่า "ก็แกเป็นคน well known มันก็งี้แหละ"
     
        จริงเหรอ ?
     
     
        พี่เอ๊าะ หัวหน่าฝ่ายโภชนบำบัดถามว่า "ปวดตามั๊ยเล็ก ?"
     
        ไม่ปวดหรอกพี่ เหลือแค่เคืองตานิด ๆ เท่านั้นเอง ก็พอหมอเค้าเขี่ยไหมที่ละลายไม่หมดออกไปแล้ว ก็เลยหายคันลูกกะตาไปเยอะเลยอ่ะ
     
        เจ้าต้อย - ชนิตา คว้าข้อมือไปนั่งซักถามแบบถี่ยิบ บอกว่าเพิ่งรู้จากเพื่อนอีกต่อ แล้วก็ตบท้ายด้วยว่า
     
        "คงไม่เป็นไรหรอก เธอทำบุญมาเยอะ"
     
         สาธุ.......
     
         ใครต่อใครอีกหลายคนที่รู้เรื่องนี้ต่างก็บอกว่าคงไม่มีอะไรหรอก เชื่อว่าเราคงไม่โชคร้ายขนาดนั้น 
     
         ไอ้เจี๊ยบโทรมาบอกว่าหมอเกรียงฝาก paper เรื่องโรคนี้มาให้เราอ่าน พอไปรับมาดู...
     
         อะโห...ภาษาปะกิดล้วน ๆ เลย ตั้งเกือบสิบหน้า รีบส่งคืนหมอแทบไม่ทัน
     
         "แปลให้ด้วยสิคะหมอ หนูขี้เกียจแปล"
     
         หมอรับคืนมาแบบงง ๆ คงคิดนังนี่ทำไมมันเรื่องมากจังวะ แต่ที่หมอพูดออกมาก็คือ
     
         จะอ่านให้ฟังคร่าว ๆ นะ study ชิ้นนี้เค้าบอกว่าม้นเป็น case ที่พบน้อยมาก ประมาณหนึ่งในร้อยของกลุ่ม melanoma ซึ่งอาจมีกกระจายไปที่อื่นได้ (ว่าแล้วหมอก้อเอื้อมมือมาคลำต่อมน้ำเหลืองที่ข้างคอของฉันดูว่ามันโตผิดปกติหรือเปล่า) แล้วก็ก้มหน้าอ่านไปแปลไปอีก....
     
         "เนี่ย  เค้าบอกว่าที่น่ากลัวก็คือ มันเป็น cause of death ด้วย"
     
         ไอ้เจี๊ยบเอ็ดตะโรลั่นทันที
     
         "บ้า รู้ว่าน่ากลัวแล้วยังอ่านให้พี่เล็กฟังอีก แต่อาจารย์เค้าบอกเจี๊ยบว่ามันไม่กระจายนะ"
     
         เอาล่ะซี  แล้วฉันจะเชื่อตำราไหนดีล่ะเนี่ย มัวแต่เถียงกันจนลืมไปว่าผลชิ้นเนื้อ final ยังต้องรออีกเดือนนึง ฉันบอกหมอว่าฉันไม่กลัวหรอก ถ้ามันจะเป็นจริง ๆ เพราะเตรียมใจรับมันไว้แล้ว  ถ้าไม่เป็นฉันก็โชคดีไปเท่านั้นเอง  ว่าแล้วฉันก็เดินออกมาจากห้องตรวจตาโดยบอกหมอว่าฝากแปลให้จบด้วยนะ หนูตกภาษาปะกิด...
     
         5 5 5
     
          ป้าตา  พี่สาวที่แสนดีจากห้องคลอดก็ให้กำลังใจมาอีกกระบุงโกย แต่เจ้านี้มาแปลกกว่าคนอื่น สมกะที่รู้ใจเรา แค่เราบอกว่าอีกเดือนนึงจะรู้ผลว่าจะได้เปิดโต๊ะจีนฉลองกันหรือเปล่า ป้าตาบอกว่าไม่ต้องคิดมาก ผลจะออกมาแบบไหน เราเปิดโต๊ะจีนกินได้ทั้งนั้นดีฝ่า....
     
         เอาเป็นว่า เรากินกันได้ทุกสถานการณ์ละกัน  ฮ่า ๆ ๆ
     
     
         แปลกนะ  ฉันเป็นคนกลัวการผ่าตัดเกี่ยวกะลูกกะตาซะมากมาย แต่ไม่ยักกะกลัวการเป็นมะเร็งหรือความตาย ขณะที่ใคร ๆ ก็ดูจะกลัวกันจัง หรืออาจจะเป็นว่าช่วงนี้มีเรื่องร้าย ๆ โถมเข้ามาจนใจฉันมันตั้งมั่น ตั้งรับได้แล้ว จะมีก็แต่คุณชายน้อง เพื่อนซี้ปึ้กคู่หูกินข้าวเท่านั้นที่ดูจะเข้าใจฉันดี โดยไม่ต้องปลอบใจอะไรให้เมื่อยปาก
     
         แม้แต่คนข้างตัวของฉันก็ยังถามว่า
     
         "ถ้าเป็นแล้วต้องทำไง"
     
         "ก้อทำใจงัยปะป๊า"
     
         ตอบแบบนี้เดี๋ยวจะหาว่ากวน....แต่มันก็เป็นจริงตามนั้นจริงจริ๊ง..นี่นา
     
         ไม่ทำใจแล้วจะให้ทำอะไรล่ะ ?
     
         มีเรื่องแบบนี้เข้ามาในชีวิตน่ะดีแล้ว  ทำให้ฉันเกิดสติรู้คิดขึ้นมาตอนนี้แล้วว่าจะประมาทในชีวิตต่อไปไม่ได้แล้ว
     
         เคยคิดว่าเมื่อยามใดที่วางภาระงานออกจากมือที่ถือไว้ จะไปถือศีลแทน ไปนั่งสมาธิในแบบที่เราชอบ และว่างเว้นมาหลายปี
     
         แต่ตอนนี้ ต้องกลับมาคิดใหม่....
     
         คงจะรอให้วางมือจากงานไม่ได้แล้ว วันเวลามันไม่รอใคร มัวแต่รอให้ว่าง ให้ว่าง  อาจจะสายเกินไป....
     
         ฉันมีบุญที่ได้เกิดมาบนโลกเบี้ยว ๆ ใบนี้
     
         ฉันมีบุญที่ได้เกิดมาเป็นลูกแม่ทองอยู่ มีพี่น้องที่ดีทุกคน
     
         ฉันมีบุญที่ได้มีเพื่อนที่ดีแสนดีหลายคน
     
         ฉันมีบุญที่มีลูกน้องที่ดีแสนดีทุกคน
     
         ฉันมีบุญที่มีครอบครัวดี มีคนข้างตัวฉันแสนดีและน่ารักตั้งสามคน
     
         ฉันมีบุญที่มีชีวิตที่สุขสบาย ไม่เคยลำบากแร้นแค้น
     
         ฉันมีบุญที่ได้มีอาชีพต่ออายุให้ผู้คน ช่วยให้เขาพ้นทุกข์ทรมาน
     
     
         แต่....ฉันจะต่อบุญทำทุนไว้ได้แค่ไหนกันล่ะ ?
     
         ฉันจะมัวระเริงว่ายวนอยู่ในโลกย์อย่างที่เป็นอยู่นี้อย่างเดียวไม่ได้แล้ว
     
         อาจจะต้องหาเวลาทำสิ่งที่ตัวเองต้องการซะที
     
         แม้จะเดินทางท่องเที่ยวมาหลายที่ แต่ฉันก็คิดว่ายังไม่พอ
     
         แต่ต่อนี้ไปเราคงต้องเพิ่มเส้นทางท่องเที่ยวขึ้นอีกสายแล้วละ
     
         ทางสายธรรม....คือทางที่ฉันแอบเลือกไว้นานแล้ว...   
     
        
                                      16 พฤศจิกายน  2549   
     
     
     
     

    ไฝ...เพื่อนสนิท (3)

     
     
     ข่าวคืบหน้า
     
     
         ไอ้เจี๊ยบกลับมาแล้ว....
     
         วันนี้เข้าห้องประชุมเสนอความคืบหน้าในการพัฒนางานกันทั้งวัน เพื่อเตรียมรับการประเมินคุณภาพ ไอ้เจี๊ยบตัวดีเดินหน้าบานแฉ่งแต่ตาปรือเข้ามาในห้อง (ก้อมันเพิ่งกลับจากไปออกหน่วยตรวจตาที่จันทบุรีตีสี่เมื่อคืนนี้เองอ่ะ)
     
         มาถึงมันก็คว้ากระดาษรายงานผลชิ้นเนื้อไปเหล่ดู  แล้วหันมาบอกด้วยมาดผู้ชำนาญเรื่องตา
     
         "บอกแล้วไม่เชื่อ เจ๊มัวแต่กลัวมีดอยู่ได้ เห็นมะ"
     
         "แล้วไง...ตกลงว่าแกว่ามันใช่มะเร็งหรือไม่ใช่ล่ะ"
     
          ไอ้เจี๊ยบอ่านกลับไปกลับมาอีกสองสามรอบ
     
         "เจ๊ไม่ต้องซีเรียสนะ แบบนี้น่ะมัน rare case (หายาก) มาก แต่ส่วนใหญ่แล้วผลชิ้นเนื้อมักไม่พลาด"
     
          อ้าว ! ! ! !
     
          นี่ตกลงชั้นควรจะเครียดหรือไม่เครียดดีวะ  ฉันงุนงงจนต้องแอบหันไปกระซิบกับคุณชายน้องคู่หู แล้วเกือบเผลอระเบิดหัวเราะกันกลางห้องประชุม
     
          ด้วยความหวังดีกับพี่สาว ไอ้เจี๊ยบต่อเนตไร้สายแล้วเขียนอีแมวส่งอาจารย์ทันที พร้อมกับหนีบไฟล์รูปลูกกะตาของฉันจากเว็บนี้ไปด้วย แถมลงท้ายว่า She cannot sleep and very anxiety , she is an excellent nurse here.
     
         ไอ้บ้า... very anxiety อะไรวะ นั่งหัวเราะกันคิกคัก จนผอ.หันมาเหล่
     
        
         ในช่วงเบรคบ่าย ฉันโทรไปที่หน่วยงานพยาธิวิทยาที่ตรวจชิ้นเนื้อ  น้องที่นั่นบอกว่าหมอส่งตัวอย่างชิ้นเนื้อเจ้าปัญหาอันนั้นไปย้อมสีพิเศษที่สถาบันพยาธิวิทยาที่กรุงเทพแล้ว กระบวนการขั้นต่อไปคือส่งไปอ่านที่ศิริราชอีกที
     
         รวมความว่าคงต้องใช้เวลาประมาณเดือนนึง
     
         ไอ้เจี๊ยบ(อีกแล้ว) บอกว่าไม่ต้องห่วง ถึงเป็นมะเร็งจริง มันจะไม่กระจาย เพราะมันเป็นที่เนื้อเยื่อ
     
         อ้าว...แล้ววันนั้นหมอเกรียงเปิด study ในเนตบอกว่ามันมีสิทธิจะกระจายไปที่อื่นได้นี่นา.....
     
         กระจาย......ไม่กระจาย..........
         กระจาย......ไม่กระจาย..........
         กระจาย......ไม่กระจาย.........
     
         โว้ย...ช่างมันโว้ย....จะกระจายไปไหนก้อช่างมัน อย่าตายยากตายเย็นละกัน
     
         เจ้าตุ้ยแนะนำว่าให้ฉันไป xerox ใบรายงานผลชิ้นเนื้อเก็บไว้ก่อน เผื่อหายหกตกหล่นไปจะได้ไม่ต้องวิ่งไปตามหาต้นฉบับที่ห้องพยาธิ ฉันเจอเจ้าต้อยวิสัญญีพยาบาลที่ยืนรอคิวถ่ายเอกสาร ไอ้ต้อยยื่นหน้ามาดูว่าเพื่อนถือใบอะไรมาถ่ายเอกสาร แล้วสีหน้ามันก็เปลี่ยนไป
     
          "เนี่ย...ที่เค้าว่าผลชิ้นเนื้อมันคือคำพิพากษา มันเป็นยังงี้เองว่ะ"
     
          เออ....สงสัยจะจริงแฮะ
     
           ฉันจะต้องรอลงอาญาอีกตั้งเดือนนึงแน่ะ
     
     
     
                               15  พฤศจิกายน 2549
      
     รอแล้วเป็นไง.....
     
     
    November, 2006

    ไฝ...เพื่อนสนิท (2)

     
     
     ข่าวใหม่
     
     
         ทีแรกตั้งใจว่าบันทึกนี้จะเขียนเรื่องราวดี ๆ ที่ผ่านเข้ามาแล้วผ่านเลยไปแค่กาลเวลา เท่านั้น
         แต่วันนี้ ขอบันทึกไว้หน่อยเถอะ เผื่อวันหน้าวันไหนกลับมาเปิดอ่าน จะได้รำลึกถึงความรู้สึกวันนี้ได้มั่ง
        
        แต่เอ...จะว่าเรื่องนี้ไม่ดีก้อไม่ถูกนะ
        มันก้อมีดีเหมือนกัน...แม้จะฟังดูไม่ค่อยดี
     
        อ้าว....แล้วตกลงมันจะดีหรือไม่ดีกันแน่ล่ะ ?
     
        วันนี้เป็นวันฟังผล Biopsy ชิ้นเนื้อจากไฝเสน่ห์ในตาเราที่หมอเกรียงเอาออกไปเมื่อต้นเดือน ตั้งใจว่าจะไม่ไปฟังผลหรอก เพราะขี้เกียจเดิน เดี๋ยวไอ้เจี๊ยบตัวดีมันก็โทรมาบอกเองแหละ แต่ยังไงไม่รู้ หลังจากเสร็จประชุมตอนเที่ยงกว่า ๆ พาแขกพิเศษ (คุณอรสม สิทธิสาคร) ที่มาดูงานเรื่องร.พ.คุณธรรมไปทานข้าวจนส่งขึ้นรถกลับแล้ว เดินผ่านโทรศัพท์ก็คว้าหูมันขึ้นมาโทรไป OPD ตาเอาดื้อ ๆ
     
        ความอยากรู้อยากเห็นนี่มันห้ามกันไม่ได้จริง ๆ แฮะ
     
        เจ้าตุ้ยรับสายแล้วถามว่าพี่เล็กจะมา Follow up เลยมั้ย เห็นในบัตรนัดบันทึกไว้ว่านัดตรวจวันนี้
        "เฮ้ย ไม่ต้องหรอก วันก่อนไปเบิ่งตาให้ดูทีนึงแล้วละ วันนี้เค้าให้ไปฟังผลชิ้นเนื้อ ฝากตุ้ยดูให้พี่หน่อยนะ"
     
        เจ้าตุ้ยเงียบหายไปพักใหญ่ สักพักลูกน้องเราก็ตะโกนบอกมาว่า พี่ตุ้ยโทรมาบอกหมอสั่งให้ไปตรวจตาเดี๋ยวนี้เลย หมอรุ่งที่ยืนอ่านชาร์จคนไข้อยู่ใกล้ ๆ หันมาหัวเราะ
        ....ถึงขนาดต้องโทรมาเชิญกันเลยเหรอ ?
     
        
         "ไฝมันโตเร็วมั๊ยครับ ?"   หมอเกรียงทักประโยคแรกที่เจอหน้า
         "อู๊ย ย ย ย ย ไม่โตหรอกค่า  มันอยู่กะหนูมาตั้งแต่เกิด แต่เอ...จะว่าไม่โตก้อไม่ถูกนะ ตอนเด็ก ๆ มันก็เล็กกว่านี้หน่อยนึงค่ะ"
         หมอคว้าเม้าส์มาคลิก ๆ ๆ ๆ search google อยู่พักนึง แล้วคว้ากระดาษรายงานผลส่งมาให้ฉันอ่าน
     
         "นี่ไง เดี๋ยวขอ save ไว้อ่าน study ตัวนี้ก่อน"  
         หมอเอานี้จิ้ม ๆ ไปบนจอ ฉันมองตาม อ่านได้ความว่า
        
         " Malignancy of conjunctiva "
     
         เฮ้ย...แปลว่า....เราเป็นมะเร็งที่เยื่อบุตาขาวงั้นเหรอ ?
     
         "ยังครับ ๆ ๆ " 
     
         หมอรีบปฏิเสธปากคอสั่น แล้วอ่านผลชิ้นเนื้อที่เป็นภาษาปะกิดล้วน ๆ ให้ฟังว่ามีโอกาสจะเป็นมะเร็งที่เยื่อบุตาขาวได้ เพราะเซลล์ที่ส่งตรวจนั้นมันมีความผิดปกติบางอย่างที่เห็นได้ในกล้องจุลทรรศน์ ควรจะต้องส่งตรวจอย่างละเอียดอีกทีที่สถาบันมะเร็ง หรือไม่ก็ที่ศิริราช (อันนี้หมอพยาธิที่อ่านผลชิ้นเนื้อบอกกับเราเอง หลังจากที่เอาชิ้นเนื้อตัวนี้ไปให้อาจารย์ดู และแปรผลออกมาแล้ว)
     
        หมอเกรียงบอกว่า ไฝในตาเราอันนี้เห็นตั้งแต่ตอนตัดแล้วว่าขอบไฝมันไม่เรียบ ก็น่าสงสัยอยู่หรอก
        "แล้วถ้ามันเป็นมะเร็ง หนูจะตาบอดไม๊หมอ ?"   เจ้าตุ้ยยกมือมาโอบไหล่แล้วปลอบว่าไม่เป็นไรหรอกพี่เล็ก ต้องรอตรวจอีกทีก่อน เดี๋ยวรอเจ้าเจี๊ยบกลับมาจากประชุมก่อนจะจัดการส่งตรวจต่อให้
     
        "เปล่าที่ถามน่ะ หนูจะได้รู้ไว้ เพราะยังเหลืออีกเยอะที่อยากไปแต่ยังไม่ได้ไปน่ะ" 
        เจ้าตุ้ยหัวเราะก๊าก  โธ่เอ๊ย กลัวไม่ได้เที่ยวหรอกเรอะ
     
        หมออ่าน study บนจอคอมแล้วหันมาบอกว่าถ้าเป็นมะเร็งจริงมันก็จะกระจายไปที่อื่นน่ะ แต่อย่าเพิ่งกังวล เพราะต้องตรวจให้ละเอียดอีกที
     
        ฉันเดินกลับตึกมาด้วยความคิดบอกไม่ถูก.....
      
        กลัว....ไม่มั้ง.....
        ลุ้น......เออ...น่าจะใช่  งานนี้มีลุ้นแน่ ๆ
     
        คงต้องใช้มุขที่เคยบอกคนไข้ เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง ยามรอฟังผล ลุ้นผลชิ้นเนื้อแล้วละ
     
        "ก็คิดว่ามันเป็นไว้ก่อนซี เผื่อผลออกมาเป็นจริง ๆ ใจเราก็รับได้ไปแล้วตั้งครึ่ง แต่ถ้ามันไม่เป็นก็เปิดโต๊ะจีนฉลองได้เลย"
     
        ไม่เคยคิดเลยนะว่าจะต้องเอามาใช้กะตัวเอง....
     
         ฉันเคยคิดว่าคนที่รู้กำหนดวันของตัวเองคือคนโชคดี จะได้มีเวลาเตรียมตัว
        
         ถ้าผลมันออกมาเป็นมะเร็งจริง ๆ ฉันก็คงโชคดีที่มีเวลาเตรียมตัวพอ
       
         แต่จะโชคดีมาก ๆ ถ้ามะเร็งมันจะไม่ทำให้เจ็บปวด ทุกข์ทรมานเหมือนอย่างที่เราเห็นเพื่อน หรือคนไข้ของเราเขาเป็นกัน...
     
         มีบ้างไหม....มะเร็งที่ไม่เจ็บปวด....
     
         แล้วนี่ฉันจะได้เปิดโต๊ะจีนฉลองไม๊เนี่ย ?
     
       
                                   14 พฤศจิกายน 2549       
     
    ไปดูคำตอบกันที่นี่ดีกว่า....
     
     
     
    November, 2006

    ไฝ...เพื่อนสนิท (1)

     

    เมื่อเราต้องจากกัน

      

    หากเราต้องจากกัน....จะเป็นด้วยเหตุใด...

     

    เพลงนี้เชื่อว่าแทบทุกคนต้องเคยได้ยินมาแล้ว และหลาย ๆ คนยังจำได้ ร้องได้อยู่

    ก็เพลงนี้ส่งให้ป้าเบิร์ดดังทะลุฟ้ามาแล้วนี่นา และกลายเป็นเพลงประจำงานลาจากไปแล้ว

    วันนี้ฉันเลยขอยืมมาเป็นไตเติ้ลในบันทึกนี้ซะเลย

     

    คุณเคยไหม ?

    ที่อยู่ดี ๆ สิ่งเคยอยู่กับเรามาแต่เล็กแต่น้อย จนเหมือนเป็นเพื่อนสนิท ก็มีอันต้องจากเราไปแบบกะทันหัน ไม่มีบอกกล่าวร่ำลาให้ทำใจ

    และที่สำคัญ คนรอบข้างเราหลายต่อหลายคนต่างก็เห็นดีเห็นงามกับการจากไปของเค้าด้วยนี่ดิ...

    เออหนอ...บทจะถึงเวลาจากกัน มันก็จากกันเอาดื้อ ๆ ทำเอาใจหายเหมือนกันนะ

     

    *********************

     

    เดือนที่แล้วฉันเกิดอาการเคืองตาซ้ายขึ้นมาอย่างมากมาย หลังจากที่ห่างหายอาการนี้ไปนานจนเกือบจะลืม....

    สงสัยขนตามันคงม้วนเข้าไปทิ่มลูกกะตาอีกแหง 

    ฉันวินิจฉัยเอาเองตามประสาคนฉลาด

    แล้วก็รักษาเองด้วยการเด็ดขนตาทิ้งไปทีละเส้น  สองเส้น จนเกือบหมด

    ไม่เห็นหายเลย

    เป็นไรกันแน่ฟะ ?

    คว้ากระจกมาเบิกเนตรดู พลันอุปาทานมองเห็นสิวเม็ดกะจิ๊ดที่เปลือกตาด้านใน

    ไอ้นี่แน่เลย ตัวต้นเหตุ

    แอบเอาปลายเล็บแกะดูนิด ๆ

    โอ๊ย ย ย ย เจ็บ

    แต่ที่ยิ่งกว่าเจ็บคือ  ตาแดงก่ำขึ้นมาทันใด

    ไม่น่าหาเรื่องเลยตู  ไม่รู้เรียนพยาบาลมาได้ไง....

     

    ในที่สุด ฉันก็ต้องหอบสังขารตาแดงก่ำไปหาหมอจนได้ โดยมีเจ้าเจี๊ยบพยาบาลห้องตรวจตานั่งหัวเราะเอิ๊กอ๊าก (สงสัยมันจะสมน้ำหน้าเรา)

    หลังจากไปนั่งเบิ่งตาใส่กล้องหมออยู่พักใหญ่ คุณหมอใจดีก็บอกว่าไม่เห็นมีอะไรในตาอันกลมโตดำขลับของฉันเลย นอกจากความสวย

    แฮ่ะ ๆ อันหลังนี้หมอไม่ได้บอกหรอก  ฉันคิดเอาเองน่ะ

    แล้วทำไมมันถึงมีอะไรยุก ๆ ยิก ๆ ในลูกกะตาล่ะคะ

    ฉันซักไม่ลดละ ยังกะทนาย

    หมอเลื่อนกล้องไปมาพลางบอกให้ฉันเลื่อนลูกกะตาซ้าย ขวา บน - ล่างแล้วก็เฉลยปัญหาอะไรเอ่ย เอ๊ย ปัญหาคาใจฉัน

    เยื่อบุตาขาว (conjunctiva) ข้างซ้ายมันหย่อนน่ะ  มันเลยทำให้รู้สึกระคายเคืองเวลากระพริบตาเหมือนมี foreign body อยู่ในตา ส่วนข้างขวามันปกติดีนะ

     เยื่อบุตาขาวหย่อน !!!

    เฮ้ย  เกิดมาก็เพิ่งเคยได้ยินนะเนี่ย

    ยังดีนะ ที่อย่างอื่นไม่ไม่หย่อนไปด้วย  เอ้อ....

    แล้วนี่จะทำไงดีล่ะ

    หมอบอกว่า ผ่าตัดเลาะออกแล้วเย็บใหม่ก็หาย ไอ้เจ้าเจี๊ยบที่ยืนเป็นกองเชียร์ก็ทำหน้าที่เชียร์เหย็ง ๆ

    ผ่าเลยค่ะอาจารย์ แล้วไหน ๆ ผ่าแล้วช่วยเอาไฝในตาพี่เล็กออกด้วยนะคะ เตือนมาเป็นสิบปีแล้วเจ๊แกไม่ยอมเอาออกซะที ใครเตือนให้ระวังมะเร็งก็ไม่เชื่อ

     ไม่ใช่ไม่เชื่อ....

    แต่มันกลัวมีดหมออ่ะ.... เล่นอะไรไม่เล่น เล่นกะลูกกะตา

    คนอารายว้า ทีมะเร็งไม่กลัว  กลับกลัวมีดหมอ

    ไอ้เจี๊ยบได้ที ขี่แพะไล่โครม ๆ

     

    และแล้วฉันก็ต้องกัดฟันพาตัวเองไป set ผ่าตัดที่ห้องผ่าตัดตาจนได้

     รวดเร็วปานติดจรวด หลังไป set ได้ไม่ถึงอาทิตย์ ฉันก็ต้องขึ้นเขียง

    ไปนั่งรอคิวประมาณครึ่งชั่วโมง เลยถือโอกาสดอดเข้าไปเช็คเมล์ในออฟฟิศของสำนักงานผู้ตรวจเขต อดีตที่ทำงานเก่าของฉันซึ่งอยู่หน้าห้องผ่าตัดซะหน่อย

    ยังไม่ทันปิดคอมพ์ น้องเจ้าหน้าที่ห้องผ่าตัดก็โผล่หน้าเข้าเรียกให้ไปล้างหน้า คลุมหมวก สวมเสื้อคลุมตัวยาว แล้ว...ขึ้นเตียง...

     

    ยุบหนอ   พองหนอ...   ยุบหนอ   พองหนอ...

    ฉันนั่งกำหนดจิตอยู่ในใจขณะที่น้องพยาบาลสองคนช่วยกันผูกมือสองข้างป้องกันฉันเอามือไปโอบกอดหมอขณะผ่าตัด เอ๊ย ไม่ใช่

    เค้ากลัวฉันจะลุกขึ้นมาปัดป้อง แล้วจะอลเวงไปทั้งห้องตะหาก

    ความกลัวทำให้ฉันนอนนิ่ง ทำสมาธิแบบไม่ยอมว่อกแว่ก...แม้ว่ายาชาจะถูกหยอดลงมาในตาแล้วก็ตาม

    ไอ้เจี๊ยบที่สัญญาว่าจะมายืนเป็นเพื่อนข้างเตียงก็ยังไม่เห็นโผล่มา  สงสัยคนไข้ที่ห้องตรวจตาจะเยอะ

    เสียดายนิด ๆ ไม่งั้นบันทึกนี้จะมีภาพการผ่าตัดตาของฉันออกสู่สายตาชาวโลกไซเบอร์

     

    น้องพยาบาลคลี่ผ้าคลุมตัว...คลุมหน้า...

     อึดใจต่อมา เสียงคุ้น  ๆ ของคุณหมอใจดีก็ตามมา

    ขอเข็ม

    เฮ้ย...มีฉีดยาชาด้วยเหรอ นึกว่าหยอดอย่างเดียว

    ทันทีที่เห็นเข็มพุ่งเข้าสู่นัยน์ตา....สมาธิก็แตกกระเจิง ไม่ยุบไม่พองมันแล้ว

    จี๊ด ด ด ด ด......

    เหมือนมดกัดเล็ก ๆ แบบหมอบอกจริง ๆ น่ะแหละ ทำไมเราถึงกลัวมากมายวะ ?

     ขอมีด

    เสียงปกาศิตมาอีกแล้ว....

    โอ๊ย....ปลายแหลมของใบมีดชายธงดิ่งตรงมาที่ตาของฉันแล้ว  จะหลับตาก็ไม่ได้ จะแหกปากร้องก็ไม่กล้า แต่แล้ว...

    เอ๊ะ  มันไม่เจ็บนี่หว่า

    เสียงกริบ ๆ ๆ ๆ ที่ตาขาว ทำให้ฉันรู้ว่าตอนนี้ไฝสุดที่รักของฉันได้จากฉันไปแล้วแบบไม่มีวันกลับ

     ไม่เจ็บใช่ไหม    เสียงนุ่ม ๆ ของคุณหมอถามมา

    ไม่เจ็บค่ะ แต่กลัว

    ไม่ต้องกลัวนะ  เดี๋ยวตัดไฝเสร็จก็เสร็จแล้ว

    หา...อะไรนะหมอ  หนูไม่ได้อยากมาตัดไฝนะ ไอ้เจี๊ยบมันแถมให้หนูตะหาก ไหนหมอบอกว่าเยื่อบุตาขาวมันหย่อนไง 

    ฉันเผลอตัวร้องลั่น

    เหรอ...เออ เดี๋ยวหมอดูให้อีกทีนะ มันคนละตำแหน่งกัน

    ว่าแล้วเสียงกริบ ๆ ๆ ๆ ก็ผ่านเข้าหูมาอีก พร้อม ๆ กับที่เส้นเอ็นสีขาวพาดผ่านใบหน้าไปมา เสียงหมอบ่นว่า forceps มันจับไหมไม่ค่อยอยู่(ก็ไหมมันเส้นกะตี๊ดเดียวนี่นา)

    เย็บแล้วเหรอ ?  ก็จะเสร็จแล้วล่ะซี....

    เฮ้อ  โล่งอก

     แต่แล้วความกลัวก็ไม่เข้าใครออกใคร

    เย็บได้ก็ต้องมีตัดไหม

    แล้วใครจะตัดให้ ?

    จะเจ็บไหม ?

    ต้องฉีดยาชาอีกป่าว ?

    แค่คิดก็หวีด...หยองแล้วละ 

    ค่อย ๆ กะมิดกะเมี้ยนถามหมอที่กำลังจะก้าวออกจากห้องผ่าตัด

    แล้วต้องตัดไหมเมื่อไหร่คะ ?

    อ๋อ ไม่ต้องตัดครับ  ไหมละลาย

    เย้...ดีใจสุด ๆ

     

    พี่เล็กก้าวลงจากเตียงไหวไหมคะ ?  

    เจ้านก น้องพยาบาลคนสวยประจำห้องผ่าตัดปราดเข้ามาช่วงพยุงร่างของฉันขึ้นมานั่ง ก่อนจะค่อย ๆ ให้เลื่อนตัวลงจากเตียงมาพักที่หน้าห้องผ่าตัด พลางถามด้วยความห่วงใย

    เจ็บไม๊พี่

    เจ็บท้องอ่ะ

    ? ? ? ?

    น้อง ๆ เป๋อเหลอ เป็นเอ๋อกันเป็นแถว ไหงเป็นงั้นล่ะพี่ ผ่าตาแต่ดันเจ็บท้อง

     

    ก็ชั้นนอนเกร็งแขม่วท้องมาตั้งครึ่งชั่วโมงนี่ยะ จะไม่ให้มันเจ็บได้ไง

     

    ฮ่า ๆ ๆ ๆ

    เสียงพี่อู๊ด  พยาบาลดมยา(สลบ) หัวเราะลั่นออกมาจากห้องผ่าตัดในขณะที่พี่บูรณ์พนักงานเปลสุดหล่อเข็นรถนั่งมาส่งฉันที่ตึก โดยมีเสียงพี่อู๊ดตามหลังมาบอกให้เข็นนิ่ม ๆ

     

    คร๊าบ บ บ บ พี่  เดี๋ยวผมเหยียบเต็มไมล์เลย นาน ๆ จะได้บริการพี่เล็กที....

     

      

    ขอขอบคุณ...

     

    อาจารย์หมอเกรียงจิต 

    เจ้าเจี๊ยบ  น้องสาวตัวดีจากห้องตรวจตา

    เจ้านก     น้องพยาบาลคนสวยของห้องผ่าตัดตา

    พี่บูรณ์     พนักงานเปลสุดหล่อ

    และพี่ ๆ น้อง ๆ ชาวห้องผ่าตัดตาทุกคนที่น่ารักมาก ๆ ให้กำลังใจคนตาขาวอย่างเราตลอดเวลา 

     

                                     1 พฤศจิกายน  2549

    มาลุ้นกันต่อว่าเรื่องราวจะดีหรือร้ายยังไง ได้ที่นี่....

    http://luckanawan.spaces.live.com/blog/cns!CD578F03DCA1F93D!766.entry

     

     

    March, 2006

    เพชรบุรี บ้านพี่ เมืองเพื่อน

     
     
    เพชรบุรี...บ้านพี่ เมืองเพื่อน
     
     
    จริง ๆ แล้ว คำนี้ที่ถูกต้องคือ
     
    "บ้านพี่ เมืองน้อง "
     
    แต่เพราะเรามีพี่เพื่อนซี้อยู่ที่นี่ตะหาก
    เมืองเพชรเลยต้องเป็นเมืองเพื่อน
    มาเมืองเพชรไม่รู้กี่สิบหน ด้วยว่าติดใจในความเป็นเมืองขนม
    มีขนมอร่อยสุด ๆ เยอะแยะเลย
    แต่ก็ไม่เคยจำถนนหนทางได้สักที
    (สงสัยว่าถ้าให้เป็นเนวิเกเตอร์มาเมืองนี้คงต้องสอบตกแน่นอน)
     
    แต่คราวนี้ได้มาเมืองเพชรแบบคุณน๊าย...คุณนาย
    เพราะมี (สามี) เพื่อนขับรถมารับและส่งถึงที่ เอ๊ย ถึงบ้าน
    ด้วยสาเหตุเดียว ....
    ขอให้มาช่วยจับไมค์เป็นพิธีกร
    ในงานวิ่งมินิมาราธอนของโรงพยาบาลพระจอมเกล้า
    ที่เพื่อนเรามันทุ่มแรงกายแรงใจทำสุดตัว ชนิดทิ้งลูกทิ้งผัวไปชั่วคราวเลย
     
    งานวิ่งก็ดำเนินไปด้วยดี
    ต้องขอชมทีมงานของโรงพยาบาลพระจอมเกล้าหน่อย
    เข้มแข็งจริง ๆ ประชาสัมพันธ์งานได้ดีมาก
    มีนักวิ่งจากทั่วสารทิศมาร่วมงานมากมาย
    ที่เห็น ๆ หน้ากันก็มาจาก นครสวรรค์ พนัสนิคม กาญจนบุรี อยุธยา
    กรุงเทพก็มากันหลายชมรม ทั้งสวนธน , รมณีนาถ , สนามไชยเขต ฯลฯ
    เพชรบุรีเองก็มาทั้งชมรมเขาวังเมืองเพชร ชมรมกลัวเมีย (ชมรมนี้ั้ตั้งมานานหลายปีดีดักแล้วค่ะ)
    ส่วนราชบุรีนั้นไม่ต้องพูดถึง มากันเยอะอยู่แน่นอน
    เพราะเป็นบ้านพี่ เมืองน้องอยู่ประิชิดติดกัน
    จัดงานทั้งที โรงพยาบาลเพื่อนซี้ไม่มาจะได้ไง...
     
    เห็นคนมาร่วมวิ่งออกกำลังกายแบบมากมายแล้ว
    อาการง่วงนอน เหนื่อย เพลีย หายเป็นปลิดทิ้งเลยเรา
     
    ไอ้เจ้าแอ๋วเพื่อนเรามันเหนื่อยกว่าเรามากมายนัก
    มันยังบอกว่าไม่เหนื่อยเลย
     
    เก็บขยะ เก็บงาน เคลียร์ของเรียบร้อย...
    กลับมา้บ้าน ยังมาคุยแจ้ว ๆ ใส่หูนังพิธีกรตัวดีที่เผ่นกลับมานอนก่อน
    ว่ามีแต่คนประเมินผลว่างานออกมาดี จัดงานได้เรียบร้อย
    แผนกต้อนรับขับสู้เยี่ยมมาก
     
    งานนี้แม่แอ๋วหน้าบานเป็นจานยูบีซีเลยค่ะ
     
    และก็ไม่ยอมรับความดีความชอบนี้ไว้คนเดียว
    หล่อนโทรไปขอบอกขอบใจน้อง ๆ ที่มาช่วยงานทุกคน
    ให้กำลังใจน้อง บอกว่าใคร ๆ ก็ชมน้องของพี่แอ๋วทั้งนั้นว่าจัดงานได้ดี ทุกคนประทับใจมาก
     
    นี่สิ ผู้บริหารตัวจริง !!
     
    งานนี้เหนื่อยแค่ไหน แม่แอ๋วยอมตายค่ะ....
     
    และเพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณเพื่อนรักแสนดีอย่างเรา
    คุณนายแอ๋วเลยจับใส่รถไปนั่งกินแหนมเนืองสุดอร่อย ที่ร้่าน "จุ่มแซ่บ"
    ร้านนี้อยู่ทางไปหาดเจ้า ฯ เลยค่ายรามราชนิเวศไปนิดนึงค่ะ
    ในร้านเปิดเพลงคันทรี่ แต่เสริฟอาหารเวียตนามกับอาหารลาว
     
    แหม..เข้ากั๊น...เข้ากัน...
     
    ลืมบอกไปว่า ร้านนี้คอหมูย่างเค้าอร่อยเด็ดจริง ๆ นุ่มมาก ไม่มันมากด้วย
    เสียดายจัง คนชอบกินไม่ได้มาด้วย
    ต้มแซ่บก้ออร่อย แซ่บถึงใจ
    ชนิดที่คุณนายแอ๋วเธอการันตีว่า กินต้มแซ่บร้านนี้แล้วไม่ต้องไปหาที่อื่นกินอีก
     
    ยังงี้แดจังกึมถ้ามาที่นี่คงต้องประลองฝีมือกันหน่อยแล้ว
     
    เสียอย่างเดียว... เด็กเสริฟบอกว่าใบสั่งอาหารโต๊ะเรามันหล่นไปใต้โต๊ะ
    คนทำอาหารเลยไม่เห็น
    มิน่าล่ะ นั่งรอแล้ว รออีก จนคนมาทีหลังเค้านั่งเคี้ยวแหนมเนืองตุ้ย ๆ
    โต๊ะเราก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของผัก !!
    งานนี้เลยต้องคาบแหนมเนืองกลับมาฝากคุณชายน้องเพื่อนรักอีกด้วย
     
    กินอิ่มจนแทบคลานกลับมา(นอนต่อ)บ้าน
    ฟัง เจ้ากานพลู หลานตัวเล็กเล่นดนตรีให้ฟังจนเคลิ้ม 
     
     
    ยังนะ...ยังไม่หมดรายการทดแทนบุญคุณ
     
    พอแดดร่ม ลมได้ที่...
    แม่แอ๋วเธอก็ลากอิฉันไปเที่ยวงานเทศกาลว่าว ที่ค่ายพระรามหกอีก...
     
    เคยดูข่าวว่าเค้าจัดกันที่สนามหลวง
    เออ..มาจัดใกล้  ๆบ้านเราก้อดีเหมือนกันนะ
     
    สมเด็จพระเทพ ฯ เสด็จมาเปิดงานนี้เมื่อวานนี้ด้วย
     
    พอขับรถเข้าเขตงานเท่านั้นแหละ
    โอ้โฮ...ผู้คนล้านเจ็ด มาจากไหนกันเนี่ย ?
    พอหาที่จอดรถได้ แหงนหน้าไปบนฟ้า เจอเข้ากับบรรดาว่าว ๆ ที่เริงลมอยู่เท่านั้นแหละ
     
    ป้าหลานคว้าข้อมือวิ่งกันตัวปลิว
    ทิ้ง พ่อตึ๋ง แม่แอ๋ว ไว้ข้างหลังแบบไม่เห็นฝุ่น !!
    ปล่อยให้ เจ้าต้นอ้อ ลูกสาวคนโตจูงสองตายายตามหลังกันไปเอง
    ตัวใคร ตัวมัน !!
     
    เกิดมาเคยแต่เล่นว่าวตอนเด็ก ๆ ที่บ้านนอก แม้จะเป็นบ้านสวนริมน้ำ เราก็มีนอกชานบ้านไว้ให้เด็ก ๆ ได้เล่นว่าวกัน
     
    แต่ไม่เคยมาเที่ยวงานเทศกาลว่าวเลย ไม่ว่าที่สนามหลวง สนามประท้วงไหน ๆ
    งานนี้คุณหญิงกระแตแต้แว้ดเลยตื่นเต้น
     
    แต่ เจ้าช่อว่าน - กานพลู นั้นกลับสนุกมากกว่า
    วิ่งไล่กวดกันไปทักทายว่าวเจ้าแมวการ์ตูนทอม คู่อาฆาตของเจอรี่ชนิดถึงตัว
     
    มีเสียงประกาศว่าจะมีการปล่อยว่าวร่มดิ่งพสุธาแล้วนะ
    เด็ก ๆ เตรียมไปรอรับได้ จะมีขนมอร่อย ๆ ต่างประเทศลอยจากฟากฟ้ามากับว่าวร่ม
    เจ้าช่อว่านกะเจ้ากานพลูไม่สนใจ
    ตั้งหน้าตั้งตาดูว่าวการ์ตูนอย่างเดียว
     
    ว่าวชาละวันมาจากประเทศไหนไม่รู้ ลอยฟ่องบนฟ้านับชั่วโมง
     
    ว่าวการ์ตูนสีสันอวอร์ดอย่าบอกใคร
     
    ส่วนใหญ่เป็นว่าวรูปสัตว์ทะเล
    ปลาหมึกนำหน้ามาเป็นอันดับหนึ่ง
    ตามมาด้วยปลากระเบน เต่า ฯลฯ
     
    ว่าวปั๊กเป้าญี่ปุ่นพริ้วเป็นสาย ดูอ่อนหวาน
     
    ว่าวยอดมนุษย์
     
    ว่าวนางเงือก
     
    ว่าวที่มโหฬารที่สุดเห็นจะไม่มีใครเกินว่าวพี่ยุ่น ที่งานนี้ขนมาเป็นทีม
     
    หน้าตาว่าวตัวนี้เหมือนหมอนใบยักษ์ยังไงยังงั้น
    ต้องใช้แรงนักเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานถึง 30 คน มาช่วยกันเอาขึ้น
    แถมขึ้น ๆ ตก ๆ อยู่นั่นแหละ เพราะความใหญ่โตมโหฬารพันลึกของทั่น
     
    เจ้าอาลาดินก็ไม่ยอมน้อยหน้า
    ขึ้นไปกินลมชมวิวบนฟ้าตั้งนาน
    พอเหนื่อยก็ค่อย ๆ หย่อนตัวลงมานอนพัก
    หายเหนื่อยก็ยักแย่ยักยัน  หกคะเมน ตีลังกาขึ้นไปใหม่
     
    ดูแล้วเหมือนคนกำลังพยายามลุกขึ้นต่อสู้กับสังขารตัวเองยังไงยังงั้น
     
    เดินเป๋ไป ปัดมา สายตาเลยไปจ๊ะเอ๋เข้ากับคนคนหนึ่ง
     
    พี่เป็ด - ปริญญา สุขชิต
     
    เลยถือโอกาสแถเข้าไปคุยด้วย
     
    ได้ความว่า....
    ปีก่อน ๆ โน้นเค้าจัดกันที่หนามหลวง
    เพิ่งมาปีที่แล้วนี่แหละ ที่คิดมาจัดที่หัวหิน
    แต่แล้วก็ไม่เวิร์คเหมือนมือถือ
    พี่เป็ดเลยย้ายมาจัดที่ค่ายพระรามหกนี่
     
    ผลปรากฏว่า เวิร์คสุด ๆ
    ลมดี คน(เยอะ)ดี  ร้านขายว่าวรวยไปตาม ๆ กัน
     
    ในทัศนะของพี่เป็ด....
    ว่าวต่างชาติส่วนใหญ่เป็นลักษณะบอลลูน (ถุงลม)
    ดีแต่สวยเตะตา
    สู้ว่าวไทยไม่ได้
    เป็นว่าวสองมิติแท้ ๆ แต่ขึ้นลมได้พริ้วกว่ามากนัก
    ฝีมือพี่ไทยใช่ย่อยนิ
     
    ว่าแล้วพี่เป็ดก็ยืนเอียงยิ้มให้เราสองแอ๊คชั่น
     
    ขอบคุณจริง ๆ พี่
     
    ก่อนลาจากบรรยากาศเทศกาลว่าวปีนี้
    คุณหญิงกระแตแต้แว้ดหันไปเจอเจ้าหมอนยักษ์กำลังพยายามพาตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง ในแสงสุดท้ายของตะวัน
     
    สวย.....
    ประทับใจจริง ๆค่ะ
     
    ตามไปชมภาพแบบเกาะติดสถานการณ์ได้ที่นี่จ้า....
     
     
     
    และ
     
    และ
     
     
    สุขสันต์วันเล่นว่าวทุก ๆ คนจ้า...
     
     
     
     
     
     
    March, 2006

    สยาม...ดั่งนิรมิต

    18 ก.พ.49
     
             สับสนค่ะ สับสน
            
             สยามนิรมิต..... 
     
             สยามพารากอน....
     
             อยู่ที่เดียวกันรึเปล่าเนี่ย ?
     
             ดูโฆษณาในทีวีก็ออกมาไล่ ๆ กัน
             คนดูเซ่อ ๆ อยางเราเลยชักงง ๆ
            
             แต่ไม่นานก็หายงง  เมื่อคุณชายน้อง คู่หูคู่ฮามาชวนไปเที่ยวสยามนิรมิต
     
             แถมมีโปรโมชั่นด้วยว่าใช้คูปองในวารสารยูบีซี เอาไปลดราคาจาก 1500 บาท ลงมาเป็น 1200 บาทด้วย จะซื้อทีละกี่ใบก็ได้ แต่ต้องใช้ในคราวเดียวกัน และหมดเขต 28 ก.พ.49 นี้เท่านั้น
            
            คิดได้ก็ไม่รอช้า รีบโทรไปจองตั๋วทันที เรียบร้อยโรงพยาบาลก๊อดอาร์มี่
     
            วันที่ 18 ก.พ.คือฤกษ์ดี เราจาไปสยามนิรมิตกัน  นัดคุณยายยายให้ไปเจอกันที่ศูนย์วัฒนธรรมเลย 
            "ดีเลย ชั้นจะไปดูงานศิลป์ที่สมเด็จพระเทพเสด็จมาเปิดงานก่อน"   คุณยายบอกมาตามสายออเร้นจ์
     
            ถึงเวลานัด กว่าจะขึ้นรถลอยฟ้า  มาต่อรถมุดดิน
            แล้วก็มาโผล่เอาที่สถานีศูนย์วัฒนธรรม
            คุณชายน้องคนรอบคอบก็ลากคุณหญิงพี่เข้าสยามพารากอนไปก่อน
     
            หาเสบียงกินเจ้าค่ะ.....
     
            เออ...ในสยามพารากอนนี่ของกินเพียบเลยเว้ย
     
            มาเจอคุณยายยายที่ศูนย์วัฒนธรรม บอกว่าเราต้องเดินไปที่สยามนิริมิต ตามทางที่คุณรปภ.ท่านชี้ให้  คุณยายยายงงเต็ก ! ! !
     
            "อ้าว  ไม่ได้แสดงที่ในศูนย์วัฒนธรรมเหรอ"
     
            ยังดีค่ะ  ดีกว่าคุณหญิงพี่ ที่คิดว่าอยู่ที่เดียวกับสยามพารากอน ! ! !
     
            เรียกว่าหน้าแตกกันทีละคน
     

            เราหอบเสบียงพะรุงพะรังเข้าไปที่เคาน์เตอร์ขายตั๋ว แสดงความจำนงที่ได้จองล่วงหน้าไว้ทางโทรศัพท์ เมื่อได้ตั๋วมาอุ่น ๆ ในมือก็ก้าวเท้าเข้าสู่ด้านในทันที โชคดี น้องที่เก็บตั๋วเค้าบอกว่าข้างในนั่งทานอาหารได้ มีร้านอาหารด้วย

            คุณยายยายวางย่ามวีดีโอคู่ชีพไว้ แล้วรีบไปเลื่อนรถจากศูนย์วัฒนธรรมมาจอดที่นี่ ที่มีที่จอดรถโล่งกว้างมหาศาล หลังจากนั้น เราก็เปิดครัวมื้อเย็นกันที่โต๊ะอาหารของร้านอาหารที่นี่ทันที....

            อิ่มท้องแล้วออกเดิน ก็พบว่า ไม่น่าซื้อของกินมามากมายเล้ย เค้ามีขนมครกนั่งแคะแจกกันสด ๆ แล้วยังข้าวเม่าคลุกนั่นอีก หอม อร่อยซะไม่มี  ไม่มีช่องว่างในกระเพาะจะบรรจุแล้ว ไปนั่งเรือ ชมบ้านเรือนไทยสี่ภาคกันดีกว่า มีคนพายให้นั่งด้วย เรือพาเราลัดเลาะไปตามคลองเล็ก ๆ ที่มีดอกบัวชูช่อลออตา เห็นชีวิตคนไทยในยุคเก่าราวกับได้ย้อนเข้าไปมีชีวิตอยู่ในยุคนั้นด้วย ไม่แน่ใจจนต้องก้มมองตัวเองอีกที

           เออ...เค้าทำได้ดีจริง ๆ

           ขึ้นจากเรือมาก็มีบริการนวดแผนไทย (ฟรี) สำหรับคนขี้เมื่อย แข้งขาเสื่อมไปตามวัยอย่างเรา คุณหมอนวดก็แสนสุภาพ น่ารักจริง ๆ มีฝรั่ง แขก มารอต่อคิวกันหลายคน

          เสียงดนตรีไทยที่บรรเลงอยู่ทางด้านหน้า บอกให้รู้ว่า กำลังมีการแสดงโชว์ ฉันรีบเดินแกมวิ่งไปสมทบกับพรรคพวกที่รออยู่อย่างไม่โอ้เอ้เหมือนทุกที

          สยาม  อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานหลายร้อยปี สร้างสมวัฒนธรรมประเพณีที่บ่งบอกถึงอารยธรรมอันงดงามและทรงคุณค่าสืบทอดมาหลายชั่วอายุคน...

           วันนี้เราเดินทางย้อนสู่อดีตที่งดงามในทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องโถงใหญ่ ที่ตกแต่งตระการตา  

    การแสดงมีทั้งหมด 3 องก์

     องก์ที่ 1     ย้อนรอยประวัติศาสตร์  เป็นฉากชีวิตบ้านเมืองทั้งสี่ภาค

     องก์ที่ 2     ท่องไปในไตรภพ สู่ดินแดนแห่งจินตนาการ

                    : นรก หิมพานต์ สวรรค์

                    ด้วยความเชื่อในบุญกรรมความดี ตามวิถีพุทธ

     องก์ที่ 3     รื่นเริงสนุกสนาน สืบสานประเพณีไทย

            แต่ละองก์ แต่ละฉาก ใช้ผู้แสดงนับร้อย ตื่นตา ตระการใจแบบสุด ๆ และบ่งบอกความเป็นไทย ชาติที่มีเอกลักษณ์ของตนเองอย่างเด่นชัด  ฝรั่งที่นั่งดูแถวข้างหน้าเราถึงกับนึ่งขึง ตะลึงงัน และปรบมือให้ไม่ขาดระยะ

           ฉากที่ถูกอกถูกใจคุณชายน้องและฉันเป็นอย่างมากเห็นจะเป็นฉากชีวิตชาวภาคกลาง ที่มีไอ้หนุ่มตื่นมาตอนเสียงไก่ขัน เดินมาที่ท่าน้ำ วักน้ำล้างหน้าสีฟัน

          เออ...น้ำจริง ๆ ด้วย ทีแรกมองว่าเค้าทำได้เมื้อน..เหมือน

          สักพัก ไอ้หนุ่มนั่นกระโดดลงไปว่ายน้ำดำผุด ดำว่าย ในคลอง

          เออแน่ะ   น้ำลึกซะด้วย

         สักพักก็มีสาวนางหนึ่งถือถาดข้าวปลาอาหาร เดินมาที่ท่าน้ำ ไอ้หนุ่มขึ้นจากน้ำ เช็ดเนื้อเช็ดตัวมานั่งเคียงคู่

    รอพระพายเรือมาบิณฑบาต

           โอ๊ย....เหมือนอิฉันได้ย้อนกลับไปสู่ยุคสมัยนุ่งโจงกระเบนจริง ๆ

           กับอีกฉาก ที่มีการเล่นเพลง แห่ขอฝน ทันทีที่ฝนตก ข้าวในนาที่อยู่บนฉากหลังก็แตกรวงทันที ราวเนรมิต  ประทับใจจนต้องปรบมือให้ดัง ๆ

          มาถึงองก์ที่ 2  เรื่องราวของเมืองนรก คุณยายยายกับฉันนั่งวิจารณ์กันว่า น่าจะเอาเรื่องคนทำผิดประเภทค้ายาบ้า ค้ามนุษย์ มาลงนรกด้วยนะ เพราะเค้าทำฉากได้ดีมาก ๆ ไอ้คนที่ทำผิดแบบนี้จะได้เห็นก่อนตายจริง ๆ

           ฉากที่อลังการงานสร้างที่สุดเห็นจะเป็นฉากสวรรค์ ที่มีนางฟ้าเหาะมาบนลวดสลิงหลายองค์ สวยงามจริง ๆ ชุดที่แต่งนั้นแลใหม่มากสีสันระยับจับตา ดูแล้วมีความสุขมาก

           อยากเป็นนางฟ้ามั่งจังเลย

          องก์สุดท้ายก่อนลาจาก มีฉากลอยกระทง

           มีการเชิญผู้ชมไปร่วมลอยกระทงด้วย

           ไอ้หนุ่มฝรั่งข้างหน้าเราเป็นคนแรกที่ได้รับเกียรติจากสาวงามถือกระทงมาเชิญถึงเก้าอี้ ตามมาติด ๆ ด้วยคุณชายน้องที่นั่งแถวริมสุด ก็ต้องออกไปลอยกระทงในน้ำ(จริง ๆ) ที่หน้าเวทีด้วย

              ถ้าจะถามว่าแพงไหม กับค่าเข้าชม 1500 บาท (ซึ่งเราใช้สิทธิส่วนลดจากสมาชิก UBC เหลือ 1200 บาท) ฉันตอบได้ทันทีเลยว่า ไม่แพง คุ้มค่าสุด ๆ กับการระหกระเหินขึ้นรถลอยฟ้า รถมุดดินมาดูถึงนี่

           และโดยส่วนตัวแล้วบอกได้เลยว่า ดีกว่า ภูเก็ตแฟนตาซีที่ฉันร่ำร้องอยากไปดูนักหนา และไปดูมาเมื่อปีที่แล้วซะอีก

        เสียดายค่ะ  เสียดายที่มีคนดูน้อยไป(ในรอบที่เราไปดู)

          แต่จากการคุยกับน้อง ๆ เจ้าหน้าที่ก็ทราบว่ามีคนมาชมประมาณนี้ทุกวัน ไม่เคยเต็มห้องแสดง ยกเว้นมีทัวร์มาลง

          อยากให้ทุกคนได้มาชมจริง 

          กลับมาแล้วยังคร่ำครวญ อยากจะพาคุณนายทองอยู่...แม่ของฉัน ไปดูบ้าง

          สักวันเถอะ.....ฉันหมายมาดในใจ

          ฉันจะมาที่นี่อีกครั้ง

          และจะพาแม่ไปดูให้ได้

          การแสดงดี ๆ อย่างนี้ หาดูไม่ได้ง่าย ๆ

          ขอให้อยู่ไปนาน ๆ อย่างร้างลาไปซะก่อนนะ

          ....สยามนิรมิตที่รัก

      

     สยามนิริมิต.... 

          นิรมิตมิ่งแก้วกมลสยาม          

    สุวรรณภูมิภูมินามธำรงสมัย

    ภูมิแผ่นดินภูมิถิ่นไผทไทย           

    หนึ่งมณีเจียระไนอุษาคเนย์

    สยามนิรมิตอารยธรรม                

    ร่ายลำนำตำนานขับขานเห่

    จากภูดอยถึงแผ่นดินถึงถิ่นทะเล   

    สืบเสน่ห์ความงามความเป็นไทย

            
    December, 2005

    น้ำตกหัวเดือน - ท้ายเดือน

     
    ไม่ใช่ชื่อน้ำตกค้นพบใหม่ที่ไหนหรอกค่ะ
     
     
    แต่เป็นภาวะชีพจรลงเท้าของคุณหญิงกระแตแตแว้ดเองแหละ
     
    ที่ต้นเดือนพ.ย.ต้องมีเหตุถูกชัก ลาก จูง ไปเยี่ยมเยือนน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ที่เมืองกาญจน์ จังหวัดใกล้บ้านเรานี่เอง
     
    จำได้ว่าเมื่อปี 27 ที่ทำงานของเราเค้ายกทีมไปเที่ยวที่นี่กัน
     
    นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้ยินชื่อ   "ห้วยแม่ขมิ้น"
     
    แต่ครั้งนั้นเราได้กินแห้ว ต้องอยู่เวร ให้เพื่อน ๆ เค้าไปสนุกกัน
     
    คราวนี้ถูกชวนอีกครั้งจากทีมโลเลทัวร์ของห้องผ่าตัด เราเลยไม่พลาด
     
    แถมปลายเดือนยังมีเหตุอีก ถูกลูกน้องชัก ลาก จูงไป น้ำตกเอราวัณ
     
    ก้อเมืองกาญจน์อีกน่ะแหละ
     
    เออดี เที่ยวน้ำตกมันหัวเดือน ท้ายเดือนซะเลย
     
     
    น้ำตกหัวเดือน....
     
    อันว่าน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นนี้มีทางไปถึงได้ทั้งทางรถและทางเรือ
     
    แต่ครั้งนี้เราเลือกที่จะไปทางเรือกัน 
    เพราะว่าเราไปค้างคืนกันที่ แพผากล่อมไพร ที่ทะเลสาบเหนือเขื่อนศรีนครินทร์กันก่อน
     
    จากเรือนแพ นั่งเรือหางยาว ค่าเช่า 3000 บาท / 20 คน ด้วยความเร็วไม่รู้กี่น้อตต่อชั่วโมง รู้แต่ว่าใช้เวลา 45 นาที ชมน้ำชมฟ้าไปแป๊บ ๆ ก็ขึ้นฝั่งแล้ว
     
    ขึ้นเรือแล้วก้อเดินตรงดิ่งไปจ่ายค่าผ่านทางที่ที่ทำการอุทยาน คนละ 20 บาทขาดตัว ใครเอาสมุดเดินทางเล่มน้อยติดมือไปก้ได้ประทับตรายางหลักฐานการมาเยือนได้อีกดวง
     
    น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นนี้มีทั้งหมด 7 ชั้น มีชื่อเรียกไล่เรียงกันไปจากชั้นล่างถึงบน คือ
     
    ดงว่าน - ม่านขมิ้น - วังหน้าผา - ฉัตรแก้ว - ไหลจนหลง - ดงผีเสื้อ - ร่มเกล้า
     
    แต่ละชั้นก็มีความงดงามต่างกันไปตามชื่อที่เรียกขาน
     
    แต่ชั้นที่ 5  "ไหลจนหลง"  นี่ซิ  ฟังแค่ชื่อทุกคนก็นึกว่าคงจะงดงามน่าหลงไหลอะไรประมาณนั้น
     
    ที่ไหนได้...
     
    คุณน้ำตกสายกระจิ๊ดเธอไหลหายเข้าไปในซอกใต้ดินจนมองไม่เห็นเส้นทางน้ำเลยตะหาก
     
    ไหลจนหลง
     
    หลงจริง ๆ ค่ะ
     
    หลงดูซะตั้งนาน...
     
    .......................................................
     
     
    ที่นี้มาว่ากันถึงน้ำตกท้ายเดือนกันหน่อย...
     
    น้ำตกนี้มีชื่อว่า "น้ำตกเอราวัณ"
     
    เป็นน้ำตกที่เคยไปมาตั้งกระครั้งเป็นนักเรียนพยาบาล นับสิบปีมาแล้วโน่น
     
    แต่หน้าตาจะเปลี่ยนไปแค่ไหน จำไม่ได้แล้วอ่ะ
     
    รู้แต่ว่า ตอนนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติสนใจมาเที่ยวน้ำตกเอราวัณกันมากมาย หลายชาติ หลายภาษา
     
    น่าชื่นใจแทนเมืองกาญจน์จริง ๆ
     
    เอราวัณนี้เค้ามีน้ำตกทั้งหมด 7 ชั้นเหมือนกับห้วยแม่ขมิ้น
     
    มีชื่อร้อยเรียง คล้องจองกัน ตามลักษณะของสายน้ำตกอีกเช่นกัน เริ่มจาก
     
    ไหลคืนรัง - วังมัจฉา - ผาน้ำตก - อกนางผีเสื้อ - เบื่อไม่ลง - ดงพฤกษา - ภูผาเอราวัณ
     
    จะถามว่า ใครสวยกว่าใคร นั้นตอบได้ยาก
     
    แต่ที่ตอบได้ไม่ยาก คือทางขึ้นเอราวัณนั้นยากกว่ามาก
     
    โดยเฉพาะชั้นบนสุดนั้น กว่าจะตะกายไปถึง
     
    ทั้งลื่น ทั้งเหนื่อย
     
    ที่น่าแปลกคือ ชั้นที่ 3 ของทั้งห้วยแม่ขมิ้น และ เอราวัณ มีชื่อคล้าย ๆ กัน
     
    และลักษณะคล้าย ๆ กัน คือ วังหน้าผา  และ ผาน้ำตก
     
    มีสายน้ำตกกระโจนลงมาจากหน้าผาสูง
     
    และที่เอราวัณนี้ยังมีไม้ใหญ่หลายต้นที่ได้รับการผูกผ้าสี แสดงความคารวะ ที่โคนต้น
     
    ฝรั่ง  ญี่ปุ่น จีน สนใจหยุดดูกันใหญ่
     
    ส่วนคนไทยอย่างเรา ๆ นั้น ได้แต่คิดในใจ
     
    คงเฮี้ยนน่าดู...
     
    ก็ดีนะ คนจะได้ไม่กล้าโค่นไม้ ทำลายป่า
      
    หัดกลัว ๆ กันบ้างก้อดี
     
    ชั้นที่ 5 ชื่อน่ารักดี "เบื่อไม่ลง"
     
    ดู ๆ แล้ว น่าจะเป็นชั้นที่สวยที่สุด
     
    เพราะหินที่สายน้ำกัดเซาะนั้นมีลายสวยมาก ตัวน้ำตกก็ลดหลั่นเตี้ย ๆ น่าเล่น
     
    มีสาวแหม่มใส่ทูพีซไปนั่งเล่นน้ำสองสามคน
     
    มีหนุ่มไทยไปหยุดดูหลายคน
     
    เออ...เบื่อไม่ลงจริง ๆด้วยแฮะ
     
    ออกแรงตะกายต่อ กลั้นใจฮึดสู้ไปจนถึงชั้น 7 "ภูผาเอราวัณ"
     
    ทั้งลื่น ทั้งเปียก เพราะมีแต่น้ำ น้ำ น้ำ ไหลผ่านตลอดทางที่ย่างก้าว
     
    พอโผล่ไปถึงก็เจอป้าย "คุณคือผู้พิชิต"
     
    แหม...ทำยังกะปีนขึ้นภูกระดึงเชียวนิ
     
    สูงขึ้นไปเป็นภูผาสูงตะหง่าน หน้าตาคล้ายเศียรช้างเอราวัณ ที่มาของชื่อนี่เอง
     
    แหม่มสาวจอมซน สองสามคน ตะกายต่อเลยเขตป้าย "ห้ามขึ้น อันตราย" เข้าไปในถ้ำเล็ก ๆ ใต้ภูผา โดยไม่มีเจ้าหน้าที่หรือใครมาห้าม
     
    มีแต่พรรคพวกที่เชียร์กันเหย็ง ๆ
     
    ........................
     
    ขากลับลงมา เราเจอหนุ่มหลายคน แบกไม้ไผ่ท่อนโตคนละท่อนเดินสวนกลับขึ้นไป
     
    ถามว่าเอาไปทำอะไรนั่น ?
     
    คำตอบ : เอาไปซ่อมบันไดที่กำลังจะพังครับ
     
    เออหนอ...ชีวิตเจ้าหน้าที่ที่นี่หนักไม่ใช่เล่นเนาะ
     
    แค่เราเดินตัวเปล่า ๆ ยังเหนื่อยจะตาย
     
    นี่พี่แกเดินแบกไม้ท่อนบะเริ่ม เอาขึ้นไปให้ผู้มาเยือนสะดวกสบาย
     
    ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ.....
     
         
    October, 2005

    รับแขกบ้านแขกเมืองที่หัวหิน

     

    29 - 30 ตุลาคม 48

             สุดสัปดาห์นี้เป็นวันพิเศษ   มีลาภปากอีกแล้วละ

    คราวนี้เป็นงานรับแขกบ้านแขกเมืองเชียวนะเนี่ย

    เรื่องของเรื่องก็คือ มีญาติของ พี่หนวด เพื่อนซี้คุณชายน้องของเรานี่แหละ เดินทางมาจากฝรั่งเศส มาเยี่ยมเมืองไทย พี่หนวดก็เลยพาตระเวนเที่ยว และเมื่อสองปีที่แล้ว คุณชายน้องกับคุณหมอเล็ก(ที่อยู่ลพบุรี) ได้ไปประชุมที่ฝรั่งเศส พี่หนวดก็นำทีมน้อง ๆ ไปอาศัยใบบุญบ้านญาติท่านนี้แหละ คราวนี้ท่านมาเยี่ยมเมืองไทย ก็เลยต้องถือโอกาสตอบแทนบุญคุณกันหน่อย

            ญาติพี่หนวดคู่นี้ชื่อ  น้าออง น้าคำ

            ทั้งคู่เป็นชาวลาวที่ไปตั้งรกรากในฝรั่งเศสตั้งนานนมกาเลมาแล้ว คุณชายน้องกลับจากฝรั่งเศสมาใหม่ ๆ พูดแล้วพูดอีกว่าเป็นคนน่ารักมาก ไปอยู่โน่นน้าอองบริการเป็นเลิศจริง ๆ

             น้าออง ชื่อเต็ม ๆ ว่า นวลละออง  เป็นคนสูงอายุที่ใจดี ท่าทางเป็นใจเย็น ที่สำคัญทำอาหารเก่งมาก (คุณชายยืนยันมาว่า ในครัวที่บ้านน้าอองมีวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารสารพัดประเทศเลยละ)

            ส่วนน้าคำ นั้นมีนามจริงว่า ไฝคำ หน้าตาบอกเค้าว่าตอนสาว ๆ เป็นคนสวยเชียวละ และก็ใจดีมาก น่ารักจริง ๆ อย่างที่คุณชายคุยเอาไว้เลย

            น้าคำเล่าให้ฟังว่ามีลูกสองคน คนโตชื่อ นวลคำ ก็เอาชื่อพ่อมารวมกะชื่อแม่น่ะแหละ

    ลูกคนเล็กมีชื่อว่า คำนวล

    น้าอองสรุปว่า ชื่อสองคำเรียกได้ทั้งบ้านเลย

    ฉลาดตั้งชื่อจริง ๆ  

     น้าออง น้าคำมาเมืองไทยเที่ยวนี้คุณชายน้องเลยขอทำหน้าที่เจ้าของบ้านที่ดี เลี้ยงรับรองแขกบ้านแขกเมืองสองวันสุดสัปดาห์ที่เมืองตากอากาศ......หัวหิน โดยหอบหิ้วคุณหญิงพี่ เพื่อนซี้คู่หูไปด้วย (ลาภปากจริง ๆ เรา)

            หลังจากที่ลงมือขุดคุ้ยหาชื่อโรงแรม รีสอร์ตต่าง ๆ ในหัวหินซะครึ่งค่อนวัน โดยมีคุณหญิงพี่ช่วยตะลุยเข้าไปคุ้ยหาบนเว็บอีกสองชั่วโมง เราก็มาสรุปลงตัวที่นี่

                .....สุภัทรารีสอร์ต หัวหิน.........

             บ้านสวยหลังน้อย ๆ ที่แฝงตัวในเงาไม้ร่มรื่นอิงแอบแนบทะเล.............

            ดูจากในเว็บไซท์ สวยจริง ๆ ค่ะ และราคาก็สวยงามตามกันไปด้วย  คือ

    คืนละสี่พันบาทถ้วนต่อการเข้าพักห้องละสองคน และถ้านอนเพิ่มอีกคน จ่ายเพิ่มอีก 900 บาทขาดตัว

    แต่ไม่เป็นไร

    คุณชายน้องบอกว่า งานนี้ยินดีทุ่มทุนสร้างเต็มที่ เพราะคราวที่ไปฝรั่งเศส น้าออง - น้าคำเทคแคร์ดูแลเยี่ยมสุด ๆ

    เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยครับ...

             ก่อนจะเข้าพักยังบ้านสวย เราพาแขกคนสำคัญพร้อมด้วยครอบครัวเที่ยงธรรมของพี่หนวดเจ้าเดิมไปเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของเพชรบุรีกันก่อน นั่นคือ

             พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

             น่าแปลกที่ฝนตกติด ๆ กันมาหลายวัน จนชาวราชบุรีใจคอไม่ดี คิดว่าจะพาแขกมาเปลี่ยนที่นอนมากกว่ามาเที่ยว แต่แล้ววันนี้ฟ้าที่หัวหินกลับใสแจ๋ว แสดงว่าคนมีบุญได้มาเยือนแหง ๆ

              อันว่าพระราชนิเวศน์นี้อยู่ในเขตตำบลห้วยทราย อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี สร้างในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 หรือพระมหาธีรราชเจ้า ยอดนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของไทยเรา สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2466 ใช้เวลาก่อสร้างหนึ่งปีเต็ม หลังจากสร้างเสร็จแล้วได้พระราชทานนามว่า

    พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

    ด้วยว่าที่บริเวณนี้เป็นแหล่งน้ำจืด เลยมีสัตว์ป่าชุกชุม และหนึ่งในสัตว์ป่านั้นก็คือ เนื้อทราย ซึ่งเป็นสัตว์ที่ได้ชื่อว่านัยน์ตาสวยสุด ๆ และเพื่อรักษาซึ่งเอกลักษณ์ของที่นี่ พระองค์ท่านจึงทรงนำชื่อ มฤคทายวัน ซึ่งเป็นชื่อในสมัยพุทธกาลมาตั้งเป็นชื่อพระราชนิเวศน์ฉะนี้แล ฯ

    หลังจากพระราชนิเวศน์องค์นี้สร้างเสร็จก็ทรงมีพระเมตตา คุ้มครองชีวิตสัตว์ป่าบริเวณนี้ จึงทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ประกาศเขตอภัยทานรอบอาณาบริเวณเขตพระราชฐาน เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2467

            ในบัตรผ่านประตู ราคา 30 บาท เค้าบอกว่า พระราชนิเวศน์มฤคทายวันเป็นสถาปัตยกรรมเอกของโลก และเป็นพระราชวังไม้สักทองที่อยู่ชายทะเลเพียงแห่งเดียวของโลกอีกด้วย.......

             เมื่อก้าวเข้าผ่านเข้าไปในเขตพระราชฐาน เราก็ได้รับแจกถุงก๊อบแก๊บสีขาวคนละใบ เอาไว้ใส่รองเท้าหิ้วเข้าไปค่ะ เพราะเค้าถูพื้นกระดานไว้มันแผล็บน่านอนมาก ขืนให้คุณทัวริสต์ใส่รองเท้าขึ้นไปย่ำโครม ๆ มีหวังพระราชวังนี้มีอายุไม่ถึงร้อยปีแน่

            ตัวพระราชนิเวศน์องค์นี้ทาสีฟ้าอ่อนเย็นตา ขอบระเบียงยาวทาสีครีม หลังคากระเบื้องสีแดงก่ำ ดูสวยงามจริง ๆ สีสันที่ทายังดูใหม่มาก จนอดปากไม่ได้ ต้องถามคุณเจ้าหน้าที่ที่ดูแลอยู่ ก็ได้รับคำตอบว่า ที่นี่ต้องทาสีใหม่ทุกปี เพราะไอเค็มของน้ำทะเลจะมีผลกระทบทำให้สีหมอง

              อาคารแรกที่เราเข้าไปถึงเป็นอาคารไม้สักทองสองชั้น ที่ช่องลมด้านบนมีลูกไม้ เอ๊ย ไม้แกะสลักสวยงาม มีชื่อว่า พระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ เป็นลักษณะชั้นล่างเปิดโล่ง มีบันไดโค้งทอดขึ้นสู่ชั้นบนเป็นระเบียงโปร่ง ใช้สำหรับเป็นที่ประทับทอดพระเนตรการแสดงต่าง ๆ ที่ข้าราชบริพารจัดถวาย หรือที่พระองค์ทรงร่วมแสดงด้วย

    พระองค์ท่านทรงตั้งชื่อหมู่พระที่นั่งไว้ไพเราะและสมกับการใช้งานมาก

            คำว่าเสวกามาตย์ ก็มาจากคำว่า เสวก”  คือข้าราชบริพาร

            และคำว่า มาตย์ ” ก็มาจากคำว่าอำมาตย์  ก็คือข้าราชการนั่นเอง

            ชื่อนี้อ่านปุ๊บ แปลได้ปั๊บเลย

             ถัดจากพระที่นั่งองค์นี้ เราเดินขึ้นชั้นบนตามบันไดโค้งที่ขัดถูไว้มันปลาบ แอบยืนเพ่งพิศนินิจดูโคมไฟกระเบื้องสีขาวโบราณคู่ที่ติดฝาผนังแป๊บนึงก่อน แล้วรีบจ้ำอ้าวตามพรรคพวกไป โดยไม่ลืมถวายบังคมพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 ในห้องโถงก่อนจะออกสู่ระเบียงชั้นบน

                    อาคารถัดมาเป็นเรือนพักของ เจ้าพระยารามราฆพ

            ชื่อเจ้าพระยารามราฆพนี้บางคนอาจไม่คุ้น แต่ถ้าเรียกว่า หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ หลายคนคงร้องอ๋อ ว่าเคยได้ยินชื่อเป็นแน่ ท่านเป็นสมุห์องค์รักษ์ และมหาดเล็กห้องพระบรรทมของพระองค์ท่านค่ะ อาคารนี้ทรงโปรดสร้างให้ท่านพำนักอยู่กับภริยา คือ คุณประจวบ ซึ่งเป็นธิดาของเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) 

    แหม...นี่จะวิชาประวัติศาสตร์ไปมั๊ยเนี่ย ?

             ไปต่อกันดีกว่า ฝั่งซ้ายมือของเรือนพักท่านเจ้าพระยา เป็น พระที่นั่งสมุทพิมาน องค์ที่ 2

            เอ๊ะ ! ทำไมต้ององค์ที่สองล่ะ ต้องอ่านประวัติกันอีกแล้ว

             นี่ไง เค้าเขียนบอกไว้ว่า หลังจากสร้างหมู่พระที่นั่งต่าง ๆ เสร็จแล้ว และได้เสด็จแปรพระราชฐานมายังที่นี้ โดยประทับที่ พระที่นั่งสมุทพิมาน (องค์แรก) ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กัน (น่าจะแปลว่าวิมานข้างทะเลนะ)  และทรงเห็นว่าระเบียงทางเดินไปสู่ฝ่ายในนั้นกำบังลมทะเล จึงโปรดเกล้าให้สร้างพระที่นั่งสมุทพิมาน องค์ที่ 2 ขึ้นใหม่ในปี 2468 และใช้เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ ส่วนพระที่นั่งสมุทพิมาน(องค์แรก) นั้น ทรงพระราชทานให้ เจ้าจอมสุวัทนา ในขณะนั้นซึ่งกำลังทรงพระครรภ์ หรือก็คือ สมเด็จพระนางเจ้าสุวัทนา พระราชชนนีของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตน์ราชสุดา สิริโสภาพรรณวดี  พระราชธิดาองค์เดียวของในหลวงรัชกาลที่ 6 ใช้เป็นที่ประทับยามแปรพระราชฐาน

               "เออ  แปลกดี คนไทยโบราณนิยมแยกห้องกันอยู่กับเมียเนอะ"

              แล้วยังงี้มีลูกกันได้ไงหว่า ? คุณหญิงกระแตแต้แว้ดเดินไป บ่นไปคนเดียว  แต่พี่หนวดเกิดหูทิพย์ขึ้นมา

              "ก้อตอนผลิตลูกเค้าใช้เวลาไม่นานนี่เธอ"

              เอาแล้วไม๊ล่ะ  เดี๋ยวก้อหัวกุดกันทั้งพี่ทั้งน้องหรอก

              ....เฮ้อ.. 

               ทั้งสองพระที่นั่งนี้กั้นมิให้เดินเข้าไปข้างใน แต่เปิดหน้าต่างโล่ง ทุกบานหน้าต่างจะมีเครื่องแขวนเป็นดอกไม้ (ในสมัยนั้นคงเป็นดอกไม้สด แต่ตอนนี้เป็นได้แค่ดอกไม้แห้ง) แขวนไว้ ยามลมรำเพยคงหอมชื่นใจ

    เราชะโงกผ่านหน้าต่างเข้าไปดู เห็นพระแท่นบรรทม โต๊ะทรงพระอักษร ในห้องสรงก็มีอ่างอาบน้ำ อ่างล้างหน้าแบบโบราณ ฯลฯ  แต่โถส้วมนั้นดูออกจะเข้าสมัยจนดูแทบไม่ออก  เข้าไปดูถึงข้างในก็ไม่ได้ซะด้วย ในบรรดาเครื่องเรือนเหล่านี้ที่พระที่นั่งสมุทรพิมานองค์ที่ 1 นั้นได้รับพระราชทานมาจากเจ้าฟ้าหญิงเพชรรัตน์ ฯ ให้มาตั้งแสดงที่นี่ โดยเฉพาะพระแท่นบรรทมหรือเตียงนั้น เป็นพระแท่นที่พระนางเจ้าสุวัทนาทรงใช้ที่วังรื่นฤดี การจัดวางเครื่องเรือน ทำให้เห็นสภาพบรรยากาศในสมัยนั้นได้ดีจริง ๆ

              หันมาทางด้านข้างระเบียงยาวใกล้ ๆ พระที่นั่งสมุทรพิมาน ก็จะเจอกับ หอเสวยฝ่ายหน้า เป็นห้องโล่งกว้างไม่มีผนังทั้งสี่ด้าน ลมพัดผ่านเย็นสบาย กลางห้องตั้งโต๊ะอาหารและเก้าอี้ไม้หนาหนักแบบตะวันตกหลายตัว ในตำราบอกว่าล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 โปรดนำแบบมาจากโต๊ะเสวยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) มีเก้าอี้ซินวินเดลของประเทศอังกฤษ 12 ตัว

             ในหลวงรัชกาลที่ 6 จะทรงประทับเสวยพระกระยาหารค่ำที่หอนี้ในเวลา 3 ทุ่ม โดยมีฝ่ายในร่วมโต๊ะเสวยด้วย และบางครั้งก็ใช้เป็นที่พระราชทานเลี้ยงรับรองคณะทูตานุทูตอีกด้วย

             เราไม่ได้เดินไปจนครบทุกพระที่นั่งหรอก แต่เดินไปตามระเบียงสีครีมที่ทอดยาวไปจนสุดทางที่ชายทะเล ลมพัดมาเย็นชื่นใจ ชวนให้น่านอนชะมัด แต่เมื่อยืนตากลมไปนาน ๆ สักพักจะรู้สึกตัวเหนียว คงมาจากกระไอเค็มของน้ำทะเลน่ะเอง

            มองลงไปด้านล่าง ก็ต้องชอบใจกับสวนสวย ผืนหญ้าเขียวขจี มีกวางน้อยมายืนโชว์โฉมอยู่หลายตัว  เปล่าหรอกค่ะ ไม่ใช่กวางจริง ๆ ที่อนุรักษ์ไว้ซะหน่อย แต่เป็นต้นไม้ดัดที่ได้รับการตกแต่งอย่างประณีต ดูแล้วเหมือนมีชีวิตจริง ๆ

            ฤา มฤคาจะคืนชีพ ?

             กลับออกมาจากพระราชนิเวศน์แล้วคุณชายน้องก็ชวนมาแวะพักชิมไอติมอร่อยกันก่อน ที่นี่มีทั้งไอติมข้าวโพด , งาดำ , ใบหม่อน , ชาเขียว . กระท้อน , น้อยหน่า ฯลฯ โอ๊ย  อยากกินทุกอย่างเลย

                แล้วก็ขับรถไปยังที่พัก ตื่นเต้น ชื่นชมกับที่พักที่น่ารักกันใหญ่ เราได้ห้องพักแฝดติดกับห้องพี่หนวด ที่มีหลังคาทรงโดมแหลมขึ้นไป มีพัดลมใบพัดทำด้วยไม้ติดไว้ตรงกลางยอดโดมด้วย  มีเตียงเดี่ยวสองเตียงติดกัน และเตียงเล็กหนึ่งเตียงติดผนังกระจกใสมองไปเห็นสวนเขียวขจี เหมือนนอนอยู่ข้างสวนยังไงยังงั้น เตียงนี้คุณหมอเล็กเธอยึดทันทีที่เห็นเลย บอกเหตุผลว่าที่นอนมันแข็งดี นอนแล้วไม่ปวดหลัง ห้องน้ำก็แสนจะกว้างขวาง โอ่โถง  จากห้องนอนเปิดประตูกระจกออกไปเจอระเบียงข้างห้องอยู่ในวงล้อมของต้นไม้นานาพันธุ์ แล้วยังมีนกมาร้องจุ๊บ ๆ จิ๊บ ๆ อยู่ข้างห้องเข้าให้อีก 

    โอ๊ย  !! สวรรค์ของคุณหญิงกระแตแต้แว้ดอีกแล้ว

             โผล่เข้าไปในห้องแฝดของเราที่เป็นของครอบครัวพี่หนวด  อุแม่จ้าว....แม้ห้องจะเหมือนกัน แต่ห้องนี้มีเตียงใหญ่เตียงเดียวกลางห้อง  แถมมีมุ้งสี่เสาติดระบายอีกด้วย

            สะหวีดจริงจริ๊ง.....

            น้าคำถึงกับบอกว่า เดี๋ยวจะขอเบอร์โทรที่นี่ไว้ จะพาเพื่อนมาพักอีก

             สรุปว่าเย็นนี้ไม่ไปไหนแล้ว นั่งกินลมชมวิวริมทะเลกันดีกว่า

            ตกค่ำก็ยกโขยงไปร้านน้องเปิ้ล ร้านอาหารริมทะเลที่มีผู้คนล้านเจ็ดจนต้องจองโต๊ะกันก่อน ทั้ง ๆ ที่ดูเป็นร้านที่ ชาวบ้าน เอามาก ๆ

            แต่อย่างว่าล่ะนะ  ฝีมือดีซะอย่าง ไปขายที่ไหน ใคร ๆ (เรา) ก็ต้องตามไปกินอยู่ดี

            กินอิ่มก็ต้องไปเดินย่อยอาหารที่  " ตลาดฉัตรไชย "

    ชื่อนี้รู้จักมา 20 กว่าปีแล้ว เคยไปเดินมาครั้งสองครั้ง ก็คือตลาดขายของหน้าตาธรรมดา ๆ  แต่ตลาดฉัตรไชยวันนี้ หน้าตาน้อง ๆ เชียงใหม่บาร์ซาร์เข้าไปทุกที มีของขายทุกประเภท และวางเรียงปนเปกันแบบไม่มีแบ่งโซน รถเข็นไอติมตั้งคู่กับร้านขายเสื้อผ้า ถัดมาร้านหอยทอดผัดกันควันโขมง ใกล้ ๆ กันเป็นร้านขายเครื่องไม้สักนานาชนิดเหมือนเมืองเหนือและอัลบั้มรูปกระดาษสา

    น้าออง น้าคำเลยเดินกันเพลิน 

    แล้วเราก็มาเจอร้านขนมน่าสนใจเจ้าหนึ่ง  ชื่อร้าน กะลอจี๊ ป้าแดง มีภาษาปะกิดกำกับไว้สำหรับทัวริสต์ต่างชาติว่า “ Thai pancake ” เด็ก ๆ อาจไม่รู้จักขนมชนิดนี้ แต่เราจำได้ ตอนเด็ก ๆ แม่เคยทำให้กิน เป็นแป้งนวดเหนียว ๆ ต้มให้สุกแล้วเอามาคลุกงาป่นเป็นคำ ๆ  แต่ของป้าแดงแกเอามาทอดให้กรอบนอก นุ่มในอีกที มีทั้งแบบออริจินัล และแบบมีไส้เผือก ไส้ถั่ว

    แน่นอน ต้องอร่อย ไม่งั้นคงไม่มีคนไปต่อคิวกันเกือบสิบคน พี่โอ่งเลยนำทีมเข้าไปต่อคิวมั่ง

    คืนนี้กินกันจนพุงกางไปเลย 

            วันต่อมา เราตื่นซะสายโด่ง และยกเลิกโปรแกรมต่าง ๆ หมด ทั้งๆ ที่ตอนแรกกะว่าจะไปไหว้พระองค์ใหญ่ที่วัดห้วยมงคล แต่ดูแล้วว่าอากาศคงร้อนน่าดู อย่ากระนั้นเลย คุณพี่โอ่งที่มีมานะบากบั่น ไปตลาดฉัตรไชยอีกรอบกับคุณหมอเล็กก็หอบหิ้วเอาสารพันขนมมานั่งกินกันที่ระเบียงริมสวน 

    พออิ่มได้ที่ก็แยกย้ายกันไปเก็บของ เช็คเอ๊าท์ออกไปหากินกลางวันต่อที่ร้านเจ๊เขียว !!

    บอกแล้ว  อาทิตย์นี้ลาภปากจริงจริ๊ง.......

     สารพันอาหารทะเลที่วันนี้เดินทางลงไปทัวร์ในพุงของเรา นำทัพด้วยส้มตำทะเลกุ้งสดตัวอวบ ๆ แกงส้มไข่ปลาริวกิวที่ยังกะเม็ดสาคู กุ้งอบเกลือ ปลาเก๋าสามรส ปลาหมึกแดดเดียว ฯลฯ

    หมดจากอาหารหมอแล้ว ยายหมอเล็กค่อย ๆ ล้วงเอาถุงก๊อบแก๊บขึ้นมาเทปลาเก๋าสามรสตัวบะเริ่มที่เหลือลงไป บอกว่า

    ต่อไปนี้เป็นช่วงของอาหารหมาค่ะ

      .....................

     "พี่น๊วด ด ด" 

      เสียงใส ๆ ที่ดังขึ้นระหว่างโต๊ะอาหารที่เดินผ่านไปนั้น ทำให้พี่หนวดหันไปเขม้นมอง แล้วพลันพี่ท่านก็ถลาแล่นเข้าไปโอบกอด(พนักเก้าอี้) ท่ามกลางสายตางงงวยของคุณหญิงกระแตแต้แว้ดและคุณชายน้อง  หันไปอีกที เห็นเจ้าหมอเล็กกำลังทำหน้าระลึกชาติได้ เสียงทักทายว่า พจน์ พจน์

    เฮ้ย  ! เจ้าพจน์ เหรอนั่น !!

    เจ้าพจน์จริง ๆ ด้วย เกือบสองปีแล้วที่ไม่ได้ดูนกด้วยกัน ตั้งกะเว็บนกเราล่มไป ทุกคนต่างห่างหายไปกับสายลม คุณเธอจำเราไม่ได้ เช่นเดียวกับที่เราจำเธอไม่ได้เช่นกัน

    พอความจำฟื้นเท่านั้นแหละ เสียงกรี๊ดกร๊าดทักทายดังประชันลั่นร้านเจ๊เขียวจนใคร ๆ หันมามอง

       ที่เค้าว่าโลกกลมนั้นคงไม่เท่าไหร่

    ต้องบอกว่า เมืองไทยมันเล็กติ๊ดเดียวต่างหาก.....

      

    October, 2005

    ส้มตำวัดบางแคกลาง

    24 ตุลาคม 48
     
                วันหยุดอีกแล้ว ฝนตกหนักมาตั้งแต่เมื่อคืน คำพยากรณ์ที่ว่าน้ำจะท่วม ราชบุรีจะโดนหนัก สงสัยจะมีแววแล้วแฮะ
              วันนี้คุณชายน้องคู่หูตัวดีชวนไปกินส้มตำค่ะ
              ส้มตำเจ้านี้อยู่ที่วัดบางแคกลาง อ.อัมพวา เมืองสมุทรสงครามข้างบ้านเรานี่เอง
     
              ก่อนจะออกรถ เราก็คว้าโทรศัพท์ไปจองที่นั่งทันที...
              อะไรจะเว่อร์ขนาดนั้น ?  
              เสียงไอ้สายฟ้าที่ติดสอยห้อยร่องแร่งมาด้วยร้องถาม
              ไม่ได้เว่อร์นะคะ 
              เรื่องจริง ต้องจองค่ะ 
              โต๊ะน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่..
              หมูตุ๋นต้มยำ ค่ะ ที่ไม่จองเป็นต้องอดกิน
             
              คุณพี่ประพิศ เจ้าของร้านแสนใจดี จำเสียงเราได้ ด้วยเคยไปหม่ำกันมาแล้วหลายมื้อจนคุ้นตา บอกมาตามสาย
             " หมดแล้วค่า วันนี้แขกเยอะ เมื่อวานหยุดขายไปวันนึงน่ะค่ะ"
              โธ่เอ๋ย  อุตส่าห์โทรจองแล้วเชียวนา พี่ประพิศคงทนเสียงออดอ้อนไม่ไหว เลยบอกว่า เดี๋ยวพี่ดูก่อน คงได้สักชามนึงค่ะ
             " แล้วใส่ถุงอีกถุงได้ไหมคะพี่ ?"    เอาแล้วไง  ได้คืบจะเอาสามวา เดี๋ยวได้อดหมดหรอก
     
              ส้มตำวัดบางแคกลางไปไม่ไกลเลย แค่ 20 กม.กว่า ๆ จากราชบุรี แต่แค่นี้ไอ้สายฟ้าก็บ่นแล้วบ่นอีกว่าทำไมหากินกันไกลจัง
              "ก้อมันอร่อยนี่นา"
              และที่สำคัญ  ราคาค่ะ  ราคาถูกสุด ๆ
              เราเคยไปชิม และเอามาเขียนแนะนำลงในข่าวสารโรงพยาบาลราชบุรีมาแล้วด้วยละ
     
              วันนี้เราไม่ได้สั่งไก่ย่าง  ไม่ใช่เป็นเพราะกลัวไข้หวัดนกหรอก แต่เท่าที่สั่งมา สามคนก็จะ(ยัด)รับทานไม่เข้าอยู่แล้ว
              ทั้งตับหวาน ส้มตำไทยมะม่วง  แหนมย่าง ข้าวเหนียว และหมูตุ๋นต้มยำ  เดชะบุญที่แม่ครัวลืมทำลาบหมูที่สั่งมาให้อีกอย่าง
              ไม่งั้นคงถึงขั้นต้องคลานขึ้นรถ และยังไม่ลืมสั่งให้เด็กเอาหมูตุ๋นที่เหลือในชามใส่ถุงให้ด้วย พี่ประพิศมาคิดตังค์ได้ยินเข้าหันมายิ้มน้อยยิ้มใหญ่
              "จะเอาไปใส่มาม่ากินเย็นนี้ค่ะ"     คุณหญิงพี่บอกแบบไม่อายความงก
              "เดี๋ยวพี่จะดูในหม้อให้อีกนะคะ  รู้สึกจะมีอีกสองสามชิ้น" 
              ว้าว....โชคดีจริงแฮะ  
              คุณชายน้องลุกจากโต๊ะทันที ด้วยความหน้าบาง  อิอิ
     
                 จบจากส้มตำเจ้าอร่อย เคยมีร้านไอติมกะทิอยู่ติด ๆ กัน อร่อยด้วย วันนี้ก้อตั้งใจว่าจะพยายามขยอกเข้าไปอีกซักถ้วย
              แต่เหมือนบุญจะช่วยระบบย่อยไว้นะ  เพราะเจ้าหนูน้อยที่อยู่หน้าร้านบอกว่า วันนี้ไม่มีขาย
          
              ขากลับ ไอ้สายฟ้านั่งบ่นเรื่องแลกเวร - พักร้อนตอนปีใหม่  ทำไมชีวิตพยาบาลมันน่าสงสารยังงี้หว่า ?
              "เดี๋ยวเงินเดือนออก หนูจะไปถอยรถแล้วนะ"    ไอ้ฟ้าคุยลั่นรถ
              "เฮ้ย  เก็บเงินไปเที่ยวกันก่อน  อย่าเพิ่งซื้อ"    คุณหญิงเล็กโวยวายลั่น กลัวน้องเบี้ยวไม่ไปเที่ยวด้วย
              "หนูจะซื้อจักรยาน"
                ! ! ! !
               "จะเอาสีแดงด้วย"
     
               เออ...จะเอาสีอะไรก็เรื่องของเอ็ง 
     
         

    สมาชิกใหม่ (เอี่ยม)

    23 ต.ค.48

     

             วันนี้ไปเยี่ยมสมาชิกใหม่มาค่ะ เป็นสมาชิกคนแรกของบ้านน้องแนน น้องสาวคุณชายน้องคู่ซี้ที่เกิดใกล้ ๆ กับคุณแม่แนนเลย คุณแม่แนนเกิด 23 ต.ค. วันปิยะ ฯ พอดี แต่นู๋พิงค์กี้ลูกสาวคนนี้เกิดใจร้อน อยากออกมาชมโลกเร็ว ๆ คุณหมอเลยต้องผ่าเอาออกวันศุกร์ที่ 21 ที่รพ. BNH (แปลว่า บางกอกเนิร์สซิ่งโฮมค่ะ) อยู่แถว ๆ สาทร โชคดีที่ได้ ป้าหมู น้องสาวคนดีอีกคนของคุณชายน้องเป็นสารถี เราเลยไม่ต้องไปแท๊กซี่เหมือนเคย...

                      โรงพยาบาล BNH นี้หะรูหะราสุด ๆ เลี้ยวรถเข้าประตูไปยังงง ๆ นึกว่าหลุดเข้าไปในโรงแรมซะอีก บรรยากาศน่านอนมาก เงียบ สงบ สะอาด บริเวณโถงรับแขกก็เดิ้นซะ...มี Hi speed internet ให้เล่นด้วยนะ คุณชายน้องถึงกะซี๊ดซ๊าด น้ำลายหก สั่งเก็บรูปทุกซอกทุกมุม กะว่าชาติหน้ามีวาสนาบารมีเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชบุรีเมื่อไหร่ พ่อจะสั่งปรับปรุงให้เนี๊ยบกว่า BNH 10 เท่าเลย...

               ก้าวเข้าไปในห้องก็ต้องซี๊ดปากกันอีกรอบ เพราะสายตาปะทะเข้ากับ เค็กกล่องบะเริ่มของโนโวเทลเข้าให้

               อ๋อ...ก้อเป็นวันเกิดของคุณแนนเธอไง โรงพยาบาลเลยแฮปปี้เบริ์ดเดย์คนไข้ด้วยเค็กสุดหรู...

               ใกล้ ๆ กันมีกระเช้ากุหลาบเหลืองอีกใบ ติดป้ายอวยพรไว้ว่า จากฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของโรงพยาบาล

               แม่จ้าวโว้ย...นี่มันโรงพยาบาล หรือโรงแรมกันแน่วะ ?

                คุณนู๋พิงค์กี้เธอแสนจะน่ารักราวตุ๊กตา แก้มยุ้ยสีชมพูสมชื่อ น้ำหนัก 3100 กว่า ๆ ท่าทางจะเลี้ยงง่าย คุณยายจิตคนสวยที่มาเยี่ยมตั้งก่อนวันผ่าตัดอุ้มมาเชยชมอวดหลาน ๆ ที่พากันกระตู้วู้เข้าไปตั้งกะปากกะตูห้อง

               คุณตานั่งยิ้มน้อยยิ้มปานกลางชื่นชมอยู่ไม่ห่าง ส่วนคุณพ่อพีทนั้นไม่ต้องเซด เธอยิ้มหน้าบานทั้งวัน ก้อลูกสาวออกน่ารักปานนั้น ใครมั่งจะไม่เห่อ

               พวกเราแอบเดินลงไปถ่ายรูปข้างนอก ปล่อยให้คุณแม่แนนนั่งให้นมลูกไปก่อนตามประสาแม่ ๆ ลูก ๆ  คุณพยาบาลก็แสนใจดี ยิ้มหวานบอกว่า พี่ลงไปถ่ายที่ชั้น 4 สิคะ มีสวนสวยด้วยค่ะ

               สวยจริง ๆ ดังคำคุย มีทั้งสนามหญ้าจริงและหญ้าปลอม มีกระโจมสีขาวไว้ให้คนไข้หนุ่มสาวนั่งกระจุ๋งกระจิ๋งคุยกันด้วย

                 สักพัก ทีมสาว ๆ พรรคพวกของคุณแม่แนนก็ยกโขยงกันมาเยี่ยม มีกล้องโพลารอยด์มาด้วย มาถึงก็ถ่ายรูปแชะ ๆ ๆ ๆ แป๊บเดียว ภาพคุณพ่อ คุณแม่มือใหม่กับนู๋พิงค์กี้ก้อออกมาเรียงกันสลอนบนเตียงในสไตล์สติ๊กเกอร์สีสุดเริ่ด...

              ว้าว...

              ป้า ๆ ลุง ๆ ยืนมองแล้วต้องหันมามองกล้องดิจิตอลตัวเอง ก็เพิ่งซื้อไม่นานนี่นา ทำไมตอนนี้ดูมันเชยจังหว่า

              คุณสาว ๆ เธอไม่ได้มาแค่ของขวัญให้หลาน กับมาถ่ายรูปเท่านั้นหรอกนะ โน่น เธอแกะกล่องอะไรอีกแล้วอ่ะ ?...

              เค็กช้อคโกแลต....

              ว้าว...(อีกที)

              ยัยป้าหมูตาโตเป็นไข่ไก่ปลอดไข้หวัดนกเลย...

              โอ...เป็นบุญวาสนาของพวกป้า ๆ จริงจริ๊ง ที่มาเยี่ยมหลานวันนี้

              ว่าแล้วยัยป้าหมูก้อนำทีมอ้ำเค็กก่อนเป็นคำแรก ตามมาด้วยป้าเล็กกะคุณลุงต้อม

             อืมม์...

             ตัดสินไม่ได้ค่ะ ว่าระหว่างเค็กช้อคโกแลต กะเค็กของโนโวเทล อันไหนอาหย่อยฝ่ากัน เพราะตอนนี้ไอ้ไก่ซีสเลอร์กะซุปเห็ดที่มันรองกะเพาะอยู่ก่อนนั้นมันกำลังประท้วงเพราะถูกไล่ที่

           คุณชายน้องร้องขออุ้มนู๋พิงค์กี้บ้าง หลังจากเห็นป้า ๆ ยาย ๆ อุ้มกันเป็นที่สนุกสนาน  เจ้าหนูก็แสนดี๊ดี ทั้ง ๆ ที่คุณลุงอุ้มจนตัวเกร็งก็ยังรับแขกเก่งจริง ๆ

             "ดีนะเนี่ย ที่เรามีพุง เลยรองรับหลานตอนอุ้มได้สบาย"

             คุณชายน้องยังมีหน้ามาชื่นชมไขมันของตัวเองอีกแน่ะ

             วันนี้นู๋พิงค์กี้เลยเป็นนางแบบซะจนเลยชั่วโมงที่คุณพยาบาลจะต้องเอาไปเลี้ยง เพราะญาติ ๆ ยังเห่อกันไม่จบ

             ส่วนคุณแม่แนนนั้น แทบไม่น่าเชื่อว่าเธอเพิ่งจะผ่านการทำซีซ่าร์ เอาเจ้าพิงค์กี้ออกจากพุงมาได้แค่ 2 วัน เธอเดินปร๋อมาก

             เออโรงพยาบาลเอกชน นี่ทำอะไรก็ดูดีไปหมดเลยวุ้ย...

              ระหว่างที่คุณยายจิต - คุณยายหุ่นนั่งคุยกันตามประสาผู้หลักผู้ใหญ่ พวกเราก็นั่งเปิดตำราตั้งชื่อกันใหญ่ คุณชายน้องเปิดหาชื่อที่มีคำคล้าย ๆ ชื่อตัวเอง แล้วก็เจอคำว่าธนัท ดูถูกอกถูกใจมาก บอกว่าถ้ามีลูกจะให้ชื่อนี้

             เฮอะ ! แม่ของลูกยังไม่มีปัญญาหาเลย คิดไปโน่นแล้ว อะเธ่อ... 

             " แล้วไม่เอาให้คล้องกะชื่อแม่เหรอ ?"  เสียงใครไม่รู้ตั้งปุจฉา

             "แม่ชื่อสุญญตามั้ง ฮ่า ๆ "   คุณหญิงพี่ทับถมคุณชายน้องแบบไม่เกรงใจ

             "ชื่อสุญญากาศตะหาก"      คุณแม่มือใหม่ช่วยกันเสริมเป็นปี่เป็นขลุ่ย...

              จำได้ว่าเมื่อก่อนนี้ ตำราตั้งชื่อที่ดังมาก ๆ ก็ต้องของอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก แต่ที่ห้องนี้มีหลายยี่ห้อเหลือเกิน หนึ่งในเล่มนั้นยังมีคำนิยมของอาจารย์อยู่ด้วยเลย 

               มีช่วงหนึ่ง ชื่อเด็ก ๆ จะเขียนยาก ฟังดูหรู แปลก แน่นอน มักจะมาจากตำราอาจารย์เสฐียรพงษ์ คนที่ถือได้ว่าเป็นปรมาจารย์การตั้งชื่อ จำไม่ได้แล้วว่าอาจารย์ได้เปรียญมากี่ประโยค (รู้สึกจะเปรียญเก้านะ) และอาจารย์ท่านนี้แหละที่ตั้ง ชื่อเล่น ลูกชายของท่านว่า ยศยรรยง ส่วนชื่อจริงนั้นมีพยางค์เดียว !!

            และก้อมีช่วงหนึ่งที่พ่อแม่นิยมตั้งชื่อลูกพยางค์เดียวเก๋ ๆ เช่น กันต์ , วีร์ , วัฒน์ ฯลฯ ป้าเล็กเลยเกิดความคิดว่าน่าจะตั้งชื่อพยางค์เดียวมั่งนะ เท่ดีออก

            ป้าหมูหยิบมาเล่มนึง หน้าปกชื่อ คู่มือตั้งชื่อมงคล เปิดไปเปิดมาเจอเข้าหน้านึง

            "นี่ไง พี่เล็ก ชื่อพยางค์เดียว ....จอม , จ้วง ... มีคำแปลด้วยนะ"

            "จะเอาไปตั้งให้ลูกได้ไง ชื่อ ดญ.จ้วง ฮ่ะ ๆ ๆ "   คุณชายน้องหัวเราะร่วน

            "งั้นเอาชื่อนี้มั๊ย...ชื่อจิ้ง"    ยัยป้าหมูยังไม่หมดความพยายาม

            "แปลว่าไร ?"     ป้าเล็กถามมั่ง คว้าตำราตั้งชื่อมงคลมาดู แล้วอ่านดัง ๆ  

            "จิ้ง  แปลว่า เหล็กสำหรับไชรูอย่างหนึ่ง"

            ฮ่า ๆ ๆ ๆ

            คุณชายน้องขำกลิ้งแทบตกจากเตียงคนไข้(ที่ไปแย่งน้องแนนนอน) แล้วคว้าเอาไปเปิดดูมั่ง เจออีกชื่อ เงยหน้าขึ้นบอกเพื่อน

            "นี่ ๆ ชื่อนี้ เพราะมาก พวงวิไล  แปลว่าไงรู้มั๊ย"

            "เค้าแปลว่า ส่วนที่ยื่นพองแต่พองาม ฮ่ะ ๆ ๆ "    คุณชายน้องถามเอง ตอบเอง อ่านไป หัวเราะไป จนคุณยายจิต คุณยายหุ่นต้องหันมามองว่าไอ้พวกนี้มันขำอะไรกันนักหนา

            "นี่ไง ๆ ส่วนที่ยื่นพองแต่พองาม "   ป้าหมูจิ้มไปที่พุงของพี่ชายทันที

           เออ ไอ้ตำราเล่มนี้มีตะชื่อมงคลทั้งนั้นเลยแฮะ  แปลแบบแปลก ๆ ด้วย  มีอีกชื่อดูจะเพราะดี เขียนว่า รัตติการ์ ในช่องคำแปลก็แปลว่า รัตติการ์

            งง  งง  งง อ่ะ....

     

    October, 2005

    การ์ดอวยพร "สามน้ำ"

     
                เมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา อาจจะเป็นวันธรรมดาของใคร ๆ แต่สำหรับเราแล้ว มันคือวันพิเศษที่มีความหมายมาก ๆ วันหนึ่งทีเดียว เพราะได้รับการ์ดอวยพรวันเกิดจากนกกะเรียนน้อย ๆ มากมาย เป็นการ์ดที่หาซื้อไม่ได้ในท้องตลาดเหมือนที่เคยได้รับทุกปี....
                เคยแต่ทำการ์ดอวยพรให้เพื่อนสนิทด้วยฝีมือจากคอมพิวเตอร์
                เพื่อนรักที่ได้รับก็ภูมิอกภูมิใจซะไม่มี 
               วันนี้ได้รับการ์ดทำเองจากเด็ก ๆ ที่ไม่เคยเห็นตัวจริงของเรามาก่อน ความรู้สึกดี ๆ จึงมีมากมาย.....
     
               ตะละใบสีสันสดใส "จ๊าบ" สุด ๆ
               เพราะคนทำตั้งใจทำให้คนจ๊าบจริง ๆ
               ใบนี้เป็นประตูหัวใจ เปิดได้ด้วย
               เปิดออกมาเจอคำอวยพร "ขอให้หมอจ๊าบมีความสนุกในวันเกิดปีนี้ด้วย
               ...แหม ดีจัง...ชอบ ๆ
     
               การ์ดที่ได้รับเป็นใบแรก มาจากน้องอิ๋ว สุภาวรรณ ม.1 เป็นการ์ดขนาดยักษ์รูปหมีพูห์มาเป็นเล่มสมุดเลย คนทำตั้งใจทำเอามาก ๆ
              
               การ์ดฝีมือน้องลูกปลาคนเก่ง...ใบนี้เนี้ยบมาก ๆ ๆ เจ้าตัวคงตั้งใจทำเต็มที่ ไอเดียดีมาก มีแววจะไปได้ไกลในเรื่องการออกแบบดีไซน์ มีทั้งเจาะกระดาษเป็นตัวอักษร และการให้สีสดสวย
     
               การ์ดของน้องณัฐพรนี่มาแบบวิชาชีพเลย แต่วาดได้สวยกว่าตัวจริงหมอจ๊าบตั้งเยอะ
     
               บางคนก็สวัสดีบนหน้าการ์ดตัวบะเริ่ม
               น้องส้ม ป.5 มามุขใหม่ เขียนว่า Happy birthday หอมจ๊าบ ?

                ทีมลูกศิษย์ครูนันสงสัยชอบไปทะเล ใส่กุ้งหอยปูปลามาเพียบเลย สวยไปอีกแบบนึง

              หนุ่มน้อยบางคนกลัวไม่เปิดดู  เขียนบอกข้างหน้าให้เปิดดูนะครับ....

               นี่ ๆ มาดูสำนวนหนุ่มนี้ดีกว่า...

             
    "ฝากความรู้สึกผ่านชิโน๊ะซึเกะ ฝากมิซาเอะบอกว่าคิดถึงหมอจ๊าบ"

    ..........ว้าว ว ว ว
    แถมด้วย...ผมยังมีอีกกลอน อยากอ่านก็อ่านนะ...

             
    "ฝนตกแล้ว อย่าตากฝนล่ะ เดี๋ยวดั้งหมอจะเน่า"

    ..........แว๊ก ก ก ก
    โอ๊ย..คุณพงษ์สวัสดิ์ บุ้งกี๋ นี่มุขเด็ดจริง ๆ

              น้องขวัญอวยพรให้หมอจ๊าบสุขภาพดี และบอกให้หมอจ๊าบดื่มนมมาก ๆ ด้วย

              หนูหญิง คนที่บอกว่าอยากเจอตัวเป็น ๆ ของหมอจ๊าบ ทำการ์ดมาสวยมาก แต่ทำไมหนูหญิงฟันลายจังเลย เสียดาย คราวหน้าต้องชวนหมอฟันมาด้วย...

          
              มีใบนึง มาจากใครไม่รู้ ไม่ยอมลงชื่อ สงสัยกลัวหมอจ๊าบเป็นสายลับ อวยพรให้หมอจ๊าบมีความสุขมาก ๆ และขอให้ได้ของขวัญเยอะ ๆ
              .....แหม อันหลังนี่ชอบมาก ขี้งกอยู่แล้ว ได้ของขวัญเยอะ ๆ ยิ่งดี เดี๋ยวจาได้เอามาแจกให้เจ้ากะเรียนไง 

             บางคนก็บอกให้หมอจ๊าบมีความสุข และรักษาคนไข้ต่อไป

              เจ้าของการ์ดบางคนวัยรุ่นมาก มีบอดี้ สแลมซะด้วย

              อีกใบอวยพรใว่ขอให้สวยขึ้น ๆ ๆ แหม...ถูกใจจริง ๆ แต่น้องไม่ลงชื่อมา เลยไม่รู้จะเอารางวัลไปให้ได้ไง อิ อิ

               คุณสมชาย จองคำ ม.1 คนที่เคยโพสกระทู้ถึงหมอจ๊าบแอบฝากเพื่อนมาส่งให้ เปิดดูเจอหน้าแรกว่า...
              "สวัสดีครับ ผมเด็กหนองนก ไม่หล่อ แต่เร้าใจ"

             ไม่หล่อน่ะเชื่อ แต่เร้าใจ...หมอไม่แน่ใจอ่ะ...ฮิ ๆ  

              อีกใบนึงเด็ดมาก ๆ  เขียนมาว่า

             "ผมขอให้หมอจ๊าบมีสุขภาพแข็งแรง ปีนี้หมอคงแก่ขึ้นอีกปี (ล้อเล่นคับ) รักษาสุขภาพด้วยคับ"
             ฮ่า ๆ ๆ แก่ไม่กลัว ทุกวันนี้ก็กลุ้มใจที่ใคร ๆ ทักว่าหน้าอ่อน  สวยผิดวัยทั้งน้านเลย...

              การ์ดอวยพรทุกใบมาจาก "น้ำคำ น้ำมือ และ น้ำใจ" ของเด็ก ๆ ร.ร.เล็ก ๆ ที่เราไม่เคยคิดว่าจะได้รับมากมายขนาดนี้ เบ็ดเสร็จนับรวมแล้วได้ตั้ง 72 ใบแน่ะ ก็จะเก็บเอาไว้อย่างดี ยังมีอีกมากมาย ที่นำมาลงไม่หมด แต่มันจะถูกเก็บอยู่ในหัวใจของ "หมอจ๊าบ" ตลอดไป....
     

     

    Happy B - Day แบบนิ่ม ๆ แต่อิ่มใจ

             
              โรงเรียนหนองนกกะเรียน...
     
              แค่ฟังชื่อก็รู้แล้วว่าไม่ได้อยู่ในเมือง แต่มันอยู่ที่ไหนกันล่ะเนี่ย รู้จักเค้าข้างเดียวมานานบนเว็บไซด์ที่ผอ.สมชาย (ครูจ๋า) เพื่อนซี้มันลิงค์ให้เข้าไปเยี่ยมเยียน สืบไปสืบมาจนรู้ว่าอยู่ในเขตอ.จอมบึง แต่ถ้าไปตามเส้นทางสายราชบุรี - ห้วยไผ่ ชัฎป่าหวาย จะย่นระยะทางตั้งเยอะ
              เอาวะ...วันเกิดปีนี้ไปเลี้ยงอาหารกลางวันที่นี่ดีกว่า ท่าทางน่าสนใจ โรงเรียนเล็กนิดเดียวแต่มีเว็บไซด์เป็นของตัวเอง เด็ก ๆ เล่นเน็ตกันเก่ง ท่าทางจะเวิร์คแฮะ
     
    30 ก.ย.48
     
              แม้จะเลยวันเกิดมาตั้ง 5 วัน แต่วันนี้เป็นวันดี (ปิดงบประมาณพอดี) ทีมกระแตแต้แว้ดจากโรงพยาบาลราชบุรีและทีมชมรมแอโรบิคราชบุรีรักสุขภาพเลยรวมตัวกันมาเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวเจ้ากะเรียนน้อยที่โรงเรียนหนองนกกะเรียนกัน (หลงคารมคุณหญิงกระแตแต้แว้ดกันน่ะซี)
              เราออกจากราชบุรีตั้งแต่แปดโมงกว่า เพราะต้องรอบรรดาคุณเวรดึกที่ลงเวรแล้วยินดีมาอดหลับอดนอนทำก๋วยเตี๋ยวให้น้อง ๆ กิน เที่ยวนี้มีป้าตาหัวหน้าห้องคลอด กับลุงช้างอีกคนที่บังเอิ๊ญมาเกิดวันเดียวกะเราหลวมตัวมาด้วย ตามมาด้วยเจ้าตุ๊กตา ไอ้จ๋ากับหนูอีฟ ที่ตามมาเลี้ยงซาละเปา ช่วยตักไอติมด้วย แถมมาด้วยเจ้าเอี๊ยมลูกสาวครูโอ๋ ครูแอโรบิคที่อยากจะมาแต่มาไม่ได้ เลยฝากลูกมาแทน (เสร็จเรา)
              วันนี้เราเก่งมาก ขับรถไม่มีหลงทาง (ก็เพราะครูดิด - เว็บมาสเตอร์ของกะเรียนดอทคอมทำแผนที่ภาพถ่ายมาให้น่ะซี) ยายลำดวนทำหน้าที่เนวิเกเตอร์กางแผนที่ดูภาพไปตลอดทางมีไอ้นุชนั่งเชียร์อยู่ข้างหลัง
               ดู ๆ ไปยังกะแข่งแรลลี่ยังงั้นแหละ
     
              พอจอดรถปุ๊บ ทีมกระแตแต้แว้ดก็เริ่มทำงานเสียงจ๋อย ๆ ๆ ๆ เลยเป็นเหตุให้เจ้ากะเรียนน้อยต้องวิ่งมาเมียงมองกันใหญ่  ท่านผอ.กิตติชัยเดินยิ้มแป้นมาต้อนรับด้วยตัวเองเป็นคนแรกทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ดูท่าทางจะเป็นคนใจดี ตามมาด้วยครูนัน เจ้านี้เป็นสมาชิกเต้นแอโรบิคอยู่กับเรามาเป็นเดือน ๆ แต่ไม่ยักกะรู้ว่าพี่แกสอนอยู่ที่นี่
              ....แปลกแต่จริง
     
              เด็ก ๆ ลงมาช่วยขนของกันใหญ่ ท่าทางดีใจกันมากที่เห็นลูกบาสสองลูกที่อยู่ท้ายรถ พอเอาของลงหมด รถสูงขึ้นทันตาเห็นเลย ก็บรรทุกมายังกะสิบล้อ มีทั้งหนังสือสองลังใหญ่ ๆ ที่คุณชายน้องฝากมาเข้าห้องสมุด 1 ลัง สารคดีทั้งน้าน เด็ก ๆ คงได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ แล้วยังมีเสื้อผ้า ตุ๊กตา ของเล่นนานาชนิด คีย์บอร์ด เม้าส์ แผ่นรองเม้าส์ ฯลฯ ที่เรารื้อบ้านแล้วพบว่ามันเกินความจำเป็น และใครต่อใครพอรู้ข่าวก็ฝากมาอีก 
              ทีมยายบุษบาก็ขนหม้อต้มเด็ก 2 ใบลงจากรถกะบะ ตรงรี่เข้าครัวทันที ครูแหม่ม ครูเรไรต้มน้ำต้มท่ารอไว้ให้ในครัวแล้ว
              แหม...รู้งานกันดีจริงจริ๊ง
            
              ผอ.กิตติชัยพาไปชม "ห้องขยะ" ของครูจ๋าที่ไม่เห็นมีขยะซักนิด ทั้งห้องใหม่เอี่ยมเรี่ยมเร้ มีแต่ "น้องคอม" ของครูดิดนั่งเรียงรายรอเจ้ากะเรียนมาใช้บริการ
              วันนี้ลุงช้าง - ป้าตา สนใจเว็บกะเรียนกันใหญ่  
                       
              ครูดิดขอให้เราเข้าไปเยี่ยมเด็ก ๆ ในห้อง ม.1 ก่อน เด็ก ๆ น่ารักมาก หัวหน้าชั้นบอกทำความเคารพเสียงแจ๋ว
              แล้วสาวน้อยคนหนึ่งก็เดินเข้ามาส่งการ์ดรูปหมีพูห์ที่ทำเองให้อย่างเอียงอาย
              "ขอให้หมอจ๊าบมีความสุข ๆมาก ๆ ค่ะ"   
              น้องอิ๋ว สุภาวรรณ เป็นคนแรกที่อวยพร
              เด็ก ๆ ดูตื่นเต้น ที่ได้เห็นหมอจ๊าบตัวเป็น ๆ หลังจากที่รู้จักกันบนโลกไซเบอร์ มาตั้งนาน
              ครูดิดบอกว่าเด็ก ๆ นั่งทำการ์ดกันมาหลายวันแล้ว ตั้งใจเอามาให้ "หมอจ๊าบ" เมื่อรู้ว่าจะมาเลี้ยงกลางวันที่นี่ เดี๋ยวจะมีอีกเยอะ พี่ช้างดูสนุกมาก เราบอกเด็ก ๆ ว่าลุงช้างก็เกิดวันเดียวกับหมอจ๊าบ และมาร่วมเป็นเจ้าภาพเลี้ยงเด็ก ๆ วันนี้ด้วย เด็ก ๆทำความเคารพยังกะเคารพครูเลย อ้าว...ลุงช้างก็เคยเป็นครูมาก่อนนี่หว่า  ออกจากห้องนี้แล้วครูดิดก็พาไปเข้าห้อง ม.2 ม.3 ต่อ
              ได้เจอน้องที่เคยโพสกระทู้ถึงหมอจ๊าบด้วยละ  เป็นหนุ่มน้อยชื่อ สมชาย จองคำ ทำการ์ดให้ด้วยนะ แต่ฝากเพื่อนมาให้
              อ้าว ทำไมเค้าไม่มาให้เองล่ะคะ ? 
              "เค้าอายหมอจ๊าบค่ะ"
             
              แป่ว ว ว ว
     
             ออกจากห้องเรียน ผอ.ก็พาไปชมศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รู้สึกเหมือนเราเป็นผู้ตรวจราชการยังไงไม่รู้แฮะ ห้องนี้ป้าตาชอบมาก เพราะป้าตา - ลุงช้าง ไม่มีลูก (ไม่มีความสามารถ ?) ผอ.เดินไปเปิดตู้เย็นออกดู คุณพระช่วย !! 
             ฝาตู้เย็นหลุดออกมาทั้งแผ่น เพราะมันไม่มีบานพับ !!
             เราถึงกะอ้าปากค้าง  อันตรายน่ะเนี่ย ถ้าเด็กเดินมาเปิดได้ล่ะก็ บานประตูตู้เย็นตีหัวแตกแน่เลย พี่ช้างหันมากระซิบ
             "เฮ้ย ไอ้เล็ก  กลับไปนี่เราลงขันกันซื้อตู้เย็นมาให้เค้ากันเถอะ"
             ไชโย....เจ้ากะเรียนน้อยได้ตู้เย็นแช่นมใหม่แน่แล้ว  เออ เราก็จะไปป่าวประกาศ เผื่อใครมีตู้ ลิ้นชัก ที่ไม่ใช้ จะได้ขอมาใส่เสื้อผ้าเจ้ากะเรียนจิ๋วห้องนี้กัน เห็นที่มีอยู่บางใบโล่ง ๆ ไม่รู้ประตูตู้ไปเที่ยวที่ไหน
     
              "ครูจ๋ามาแล้ว" 
              เสียงครูที่อยู่ข้างนอกบอก ผอ. ว่าครูจ๋าที่เดินทางมาจากม.เกษตร บางเขน มาถึงแล้ว ผอ.กับครูดิดรีบออกไปต้อนรับ
               ครูจ๋า หรือ ผอ.สมชาย งามยิ่งยวด ผอ.สำนักวิทยบริการ ม.เกษตร วิทยาเขตศรีราชา ที่ตอนนี้หนีน้ำท่วมห้องทำงาน มานั่งที่ออฟฟิศในบางเขน วันนี้เดินทางมาด้วยรถตู้ประจำตำแหน่ง มีคนขับรถประจำตัวด้วย...และที่สำคัญ
               คุณคนขับรถหล่อมาก ก ก ก ค่ะ  แถมใส่ทองเส้นโตเท่าโซ่รถไฟอีกด้วย...
     
               11.00 น. เด็ก ๆ เข้าแถวไปรับก๋วยเตี๋ยวมากินกันแบบเอร็ดอร่อย เจ้านุช ป๋ารัญ เชอรี่ อ้อย นังเกรียม น้าบา น้าลำดวน ทำก๋วยเตี๋ยวกันแบบเฮฮาตามสไตล์ ลุงช้างออกเดินป้อนข้าวเจ้ากระเรียนจิ๋วอย่างสนุกสมกับที่ไม่มีลูกให้เลี้ยง เราแจกขนมปังกับซาละเปาให้เด็กเอาไปเก็บไว้ก่อน แล้วก็ต้อนเด็ก ๆ ไปเข้าแถวรับไปรับไอติมกับน้าจ๋า พี่อิ๊ฟ พี่เอี๊ยม 
               หมดจากเด็กเล็กก็เป็นพี่ ๆ เด็กโต
               คุณครูท่านหนึ่งชี้ให้ดูชามก๋วยเตี๋ยวที่เด็ก ๆ หม่ำกันหมดแล้ว
               เกลี้ยงชามเลยค่ะ แม้แต่น้ำก๋วยเตี๋ยวก็แทบไม่เหลือ
               แม่ครัวทีมกระแตแต้แว้ดหน้าบานเป็นจานเรดาร์เลย.....
               ความสุขของคนทำอาหารมันอยู่ตรงนี้แหละค่ะ
     
               ครูเจี๊ยบ - พี่ตี เพื่อนซี้ครูจ๋าตามมาสมทบ ครูเจี๊ยบนั้นผูกพันกับที่ตึกเรามาก เพราะเจ้าเจนนี่ลูกสาวครูเจี๊ยบประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ไปนอนรักษาตัวอยู่กะพวกเราซะหลายเดือน วันนี้ครูเจี๊ยบเอาเมี่ยงคำมาฝากด้วย  อร่อยมาก ขอบคุณค่ะ หมอเวียน ที่อยู่สอ.หนองนกกะเรียนก็ได้รับเชิญจากครูจ๋าให้มาร่วมวงไพบูลย์ด้วย วันนี้เลยดูคึกคักเป็นพิเศษ
     
              เด็ก ๆ หลายคนเอาการ์ดมามอบให้ เป็นความรู้สึกดี ๆ ที่บอกไม่ถูก เป็นการ์ดที่ไม่มีขายในท้องตลาด ไม่มีราคา แต่มีค่ามากมายเกินประมาณ หลายคนออกแบบเก่งมาก โดยเฉพาะ "ลูกปลา" คนเก่งประจำโรงเรียนเจ้าของรางวัลมากมาย กลับมาบ้านแล้วนับได้ตั้ง 72 ใบ คงต้องหากล่องใส่แล้วละ
     
              เป็นธรรมเนียมมั้ง ที่พออิ่มท้อง ต้องให้เด็ก ๆ มาตั้งแถวขอบคุณเจ้าภาพ งานนี้ก็เหมือนกัน เด็ก ๆ ออกไปยืนแถวรอป้าหมอจ๊าบ ที่วิ่งไปที่รถ ไปเอาโปสเตอร์ออกกำลังกายให้ "หมอเวียน" ไปติดไว้ให้ความรู้แก่ชาวบ้าน เสียดายนิด ๆ ที่ "หมอมณฑา" ไม่ได้มาด้วยเพราะติดธุระ
     
              ฝนตั้งเค้ามาแล้ว เรารีบมอบของให้โรงเรียน และรับมอบของที่ระลึก มีตัวแทนนักเรียนมากล่าวขอบคุณเจ้าภาพด้วย ครูจ๋าอยู่คุยกันอีกพักใหญ่ก็ต้องขอตัวกลับ เพราะมีงานรออยู่ข้างหน้า....
              โถ....จะรีบไปไหน คุณหญิงกระแตแต้แว้ดยังไม่ได้คุยกับน้องโชเฟอร์รูปหล่อซักคำ
     
               ครูจ๋าไปแล้วไม่ไปลับ เดี๋ยวก็กลับมาใหม่
               ส่วนหมอจ๊าบไปแล้ว แต่ยังกลับไม่ถึงบ้าน

               ผอ.กิตติชัยโทรตามข่าวสองสามที หมอจ๊าบก็ยังไม่ถึงบ้านซักที เพราะหมอจ๊าบไปแวะที่สอ.ห้วยไผ่ ไปช่วยออกหน่วยตรวจผู้พิการและออกเอกสารช่วยเหลือคนพิการ อย่างที่ "หมอเวียน" แห่งสอ.หนองนกกะเรียนบอกน่ะแหละ..
               งานของคนสาธารณสุขมันไม่เคยมีเวล่ำเวลากะใครเค้าแหละ...............

              และวันนี้ หมอจ๊าบกับทีมกระแตแต้แว้ดทุกคนมีความสุขมาก ๆ ๆ
              คุณชายน้องคนที่เกิดเดือนเดียวกัน เคยร่วมหัวจมท้ายเลี้ยงอาหารกลางวันนักเรียนมาทุกปี แต่ปีนี้มาไม่ได้ ไปประชุมอยู่มาเลเซีย ยัง SMS มาถามทุกระยะ ยังกะโหวตให้อะคาเดมี่ แฟนตาเซีย
              เราทุกคนอิ่มใจ ที่ทำให้น้อง ๆ อิ่มท้อง

              แม้ว่าวันนี้คนราชบุรีอย่างหมอจ๊าบจะถึงบ้านทีหลังคนศรีราชาอย่างครูจ๋าก็ตาม.... 
     
    September, 2005

    ขำ ขำ วันอบรมวิกฤต

     
     
    9 กันยายน 48
     
                สงสัยจะเป็นเพราะปัจจุบันมีเหตุการณ์วิกฤตกันบ่อยขึ้น รพ.เรามีเหตุการณ์ก๊อดอาร์มี่ รพ.อื่น ๆ ก็มีแบบอื่น ทั้งจากภัยธรรมชาติ จากคนด้วยกันเอง เลยต้องมีการอบรมการบริหารจัดการเมื่อเกิดวิกฤตในโรงพยาบาล
     
                พอโผล่เข้าไปในห้องประชุม ก้อเจอกับ ยัยแอ๊ด เพื่อนซี้ กำลังทำหน้าที่พิธีกรที่หน้าเวทีโน่น วันนี้มีวิทยากรเป็นตำรวจมาช่วยอบรมเราด้วยละ คุณคนนี้เล่าเรื่องการไปช่วยค้นหาผู้สูญหายจากสึนามิที่เขาหลัก พังงา ด้วย พี่แกเอารูปตอนก่อนเกิดคลื่นยักษ์เพียงแค่ 10 นาที (ช่วงน้ำลด) มาให้ดูกันแบบจะจะ
     
                นาน ๆ จะเจอหน้าคู่หูพิธีกรที วันนี้เม้าท์เลยกระจุย
     
                "เคยฟังเรื่องคนโดดตึกเปลี่ยนใจไม๊พี่ ?"      เอาแล้วไง ไอ้แอ๊ดเริ่มทำหน้าที่วิทยากรกลุ่มเล็กแล้ว เรางี้หูผึ่งเลย
                 
                เรื่องมันก้อมีอยู่ว่า............
                ชายพิการแขนขวาขาดคนนึงเกิดน้อยใจในโชคชะตา ที่พิการไม่สามารถทำมาหากินได้ถนัดเหมือนคนอื่น ๆ เลยคิดอยากลาโลก ก้อเลยขึ้นไปบนชั้นที่ 6 ของอาคารหนึ่ง เตรียมจะกระโดดตึก....
                แต่พอมองลงไปข้างล่าง ก็เจอกับชายอีกคนกำลังเต้นส่ายเอวยักย้ายอย่างมีความสุขแบบ non stop ที่สำคัญ ชายคนนั้นแขนขาดทั้งสองข้าง !!
                ตะแกก๊อเลยเปลี่ยนใจ  โถ...มันแขนขาดสองข้างยังมีความสุข แล้วเราล่ะ แค่ไม่มีแขนข้างเดียวกลับคิดอยากตาย พอปัญญาเกิด ก็ไต่กลับลงมา ไม่ตายดีกว่า ไปถามมันดูซิว่ามันมีความสุขจากอะไร ทั้ง ๆ ที่มันก็พิการมากกว่าเราอีก
            
                "สุขบ้าอะไรกันล่ะ ก็มดมันกัดไข่ผม ไม่มีมือจะปัด จะให้ทำยังไงได้ล่ะ"
           
                ทะแร้ม ๆ ๆ ............
     
     
                "อีกเรื่องไม๊พี่ ? คราวนี้เป็นเรื่องของผัวเมียที่เป็นคดีกัน แล้วศาลยกฟ้องนะ เคยฟังยัง ?"
     
                เรื่องมันก้อมีอยู่ว่า............
                สามีภรรยาคู่หนึ่ง อยู่กินกันมาสิบกว่าปีแล้ว ทุกทีที่กุ๊กกิ๊กกับภรรยา เค้าก้อจะปิดไฟ (เฮ้ย...จะเรท X ไม๊เนี่ย ?) แต่วันหนึ่งเกิดนึกสนุกอะไรไม่รู้ ตาสามีขอเปิดไฟ ฝ่ายยายเมียก็จะไม่ยอม แต่แล้วทนอ้อนวอนไม่ได้ เอา ก็เอา
                แต่ผลกระทบที่ตามมานี่น่ะซิ...
                ตาสามีดันเห็นว่าเมียตัวเองที่เคย "ดูดี" นั้นมันเป็นเฉพาะตอนดับไฟเท่านั้น พอไฟสว่างถึงได้เห็นว่า ของเมียตัวเองนั้น ทั้งเขียว ทั้งช้ำ คล้ำไปหมด ไม่น่าดูเลย พี่แกเลยฟ้องหย่า !!!
                ฝ่ายเมียก็แสนเจ็บใจ อยู่กินกันมาตั้งนาน หนอย พอตอนนี้เราไม่สดหน่อยเดียวคิดจะเลิก ชะชะ
                ถึงวันนัดขึ้นศาล ยายเมียต้มไข่เอาติดมือเข้าศาลไป 1 ลูก พอผู้พิพากษาขึ้นนั่งบัลลังก์ยังไม่ทันอ่านคดี ยายเมียเอาไข่ต้มขว้างไปที่ผู้พิพากษาทันที
                แม่นเป๊ะ....  ทีเดียวขอบตาเขียวกระจุย
                ศาลโกรธจัด ลุกขึ้นชี้หน้า
                "คุณทำยังงี้ได้ไง ตาผมเขียวช้ำหมดแล้วเห็นมั๊ย"
                ยายเมียลุกขึ้นตอบทันควัน
     
                "ขอประทานโทษเจ้าค่ะ อิฉันไม่มีเจตนา เพียงแต่อยากให้ท่านทราบว่า ท่านแค่โดนไข่กระแทกใบเดียว ครั้งเดียว ยังเขียวช้ำขนาดนี้ แล้วอิฉันน่ะโดนไข่กระแทกทีละ 2 ใบมาเป็นสิบปี จะไม่ให้มันช้ำได้ไงเจ้าคะ "
     
                ?????????????????
     
                "สรุป   คดีนี้ศาลยกฟ้องว่ะพี่เล็ก"
     
                เฮ้อ ไอ้แอ๊ดบ้า...เค้าให้มาอบรมการจัดการเมื่อเกิดวิกฤต ทะลึ่งมาเล่าอะไรไม่รู้ หนุกดี...
     
                วันนี้วิทยากรบอกว่า หน่วยงานเราเป็นแห่งที่ 4 ของประเทศนะ ที่มีการจัดการอบรมเรื่องนี้ 3 หน่วยแรกอยู่ที่โรงพยาบาลในปัตตานี และนราธิวาส
                เดี๋ยวเสร็จจากการจัดทำแผนแล้ว จะเสนอให้เราลงไปช่วยราชการที่ใต้กัน
               
                ????????????????
     
     
    September, 2005

    01 กาลครั้งหนึ่ง...สึนามิ ตอนที่ 1

     

    ปีใหม่....

    ใคร ๆ ต่างก็มีความหวัง....

    ใคร ๆ ต่างก็มีความฝัน....

    ซึ่งล้วนแต่เป็นความหวัง ความฝัน ที่สวยสดงดงาม  พาให้จิตใจเบิกบาน อยากให้ถึงปีใหม่เร็ว ๆ

    แต่แล้ว....ก่อนปีใหม่เพียงไม่กี่วัน....

    ใครเลยจะคิดว่า ความหวัง ความฝัน ที่ใคร ๆ  ต่างเฝ้ารอนั้นจะพลิกผัน พลันสลายหายวับไปภายในเสี้ยววินาทีพร้อม ๆ กับที่กระแสน้ำถั่งโถมเข้ามาดุจหัตถามัจจุราช......

     

    26 ธันวาคม 2547

     

    หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ทีวีทุกช่อง เสนอข่าวแผ่นดินไหว คลื่นยักษ์สึนามิ ถล่ม 6 จังหวัดภาคใต้แบบเกาะติดสถานการณ์ทั้งวันทั้งคืน รวมทั้งเราที่ทำงานไป ตาและหูก็คอยสดับเรื่องราวข่าวรันทดจากทีวีที่ทุกคนต่างพร้อมใจกันให้เปิดทิ้งไว้ทั้งวันแบบเกาะติดสถานการณ์เหมือนกัน

    เริ่มจาก ภูเก็ตเสียหายหนัก

    แต่แล้วต่อมา พื้นที่ที่เสียหายหนักกลับกลายเป็นจังหวัดข้างบ้าน...พังงา โดยเฉพาะที่ อ.ตะกั่วป่า

    ยอดผู้สูญหายและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกขณะ จากสิบ เป็นร้อย เป็นพัน

    คุณพุ่ม เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงผู้น่ารักก็ยังไม่มีใครพบ

    โรงพยาบาลหลายแห่งในพื้นที่นี้รับผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บกันแบบโกลาหลอลหม่าน

    นี่มันเกิดอะไรขึ้น ?

     

    อยากลงไปช่วยเค้าจังเลย   ฉันบอกความในใจกับเพื่อนสนิท และเจ้านายในวันต่อมา

    ยังไปไม่ได้หรอก เรายังมีภารกิจเรื่องกีฬาแห่งชาติอยู่หน้าบ้านเรานี่เอง คงต้องรอคำสั่งเบื้องบนก่อน  พี่จุก เจ้านายของฉันบอกมา

    ถ้าเกิดมีการขอให้ส่งทีมไปช่วย หนูขอลงไปนะพี่    วิญญาณฟลอเร๊นซ์ ไนติงเกล คงเข้าสิงฉันแล้ว พี่หัวหน้าเข้าใจดี รับปากว่าจะให้ไปถ้ามีคำสั่งลงมา

    หลังจากนั้นเพียงสองสามวัน ร.พ.ตะกั่วป่า ได้ทำหนังสือขอไปยังสำนักพยาบาลว่าขอให้ส่งพยาบาลไปช่วยปฏิบัติงานที่ร.พ.ตะกั่วป่า เนื่องจากพยาบาลที่นั่นทำงานหนักติดกันมาหลายวันไม่ได้พัก รวมทั้งมีพยาบาล กับญาติเสียชีวิต ต้องไปประกอบพิธีศพด้วย ทางสำนักพยาบาลจึงได้ขอให้ รพ.ราชบุรีจัดส่งทีมพยาบาลลงไปช่วยทันที

     

    เช้าตรู่ของวันที่ 31 ธ.ค. 47

     

    ฉันโยนกระเป้ขึ้นท้ายรถตู้ของโรงพยาบาล ออกเดินทางพร้อมทีมงานทั้งหมดรวม 9 ชีวิต อันประกอบด้วย ชาว OR (ห้องผ่าตัด) 3 คน(น้องออด น้องหมู น้องเกด) ชาววอร์ด 3 คน (พี่ประครอง น้องตุ๊ก หน่วยไตเทียม และฉัน) ชาว ER 2 คน (เจ้าแจ๊ค กับเจ้าน้อย - ชัยพร) และคนขับรถอีก 1 คนคือ คุณสาธิต เราล่องใต้ลงไปตะกั่วป่าในนามของทีมงานโรงพยาบาลราชบุรี (ตามหลังทีมของผู้อำนวยการเผด็จกับหมอสมชายไปติดๆ)

    6 โมงเช้า ฉันล่ำลาคุณชายน้อง คู่หู คู่เที่ยวที่อุตส่าห์ตื่นมาส่งขึ้นรถ ออกเดินทางพร้อมเวชภัณฑ์จำเป็นที่เขาขอมา อันได้แก่ยาทาแผล ชุดทำแผล รองเท้าบู๊ต เอี๊ยมพลาสติก น้ำยาฆ่าเชื้อต่าง ๆ ฯลฯ แวะพักกินข้าวกลางวันที่ชุมพรหนึ่งยก ก่อนจะมาถึง รพ.ตะกั่วป่าตอน 5 โมงเย็น

    ทันทีที่มาถึง เราเข้ารายงานตัวกับท่านผู้อำนวยการเป็นอันดับแรก ดูท่าทางท่านเหนื่อยอ่อนและเครียดเห็นได้ชัด แต่ก็ยังอยู่กับลูกน้องตลอดเวลา หัวหน้าห้องฉุกเฉินเคยเป็นศิษย์เก่าราชบุรี น้องดีใจมากที่เราลงไปช่วย ได้มี รพ.อื่น ๆ ไปช่วยอีกหลายแห่ง โดยไปถึงก่อนหน้าเราแล้ว ได้แก่ หัวเฉียว ชลบุรี อุดรธานี ศรีษะเกษ และที่ตามหลังมาติด ๆ คือเลิดสิน

              เราแบ่งกันไปพักตามงานที่รับผิดชอบ โดยทำใจ เตรียมตัวมาเรียบร้อยว่าจะไม่ได้มาสบาย จึงเอามุ้ง ถุงนอนมาพร้อม ฉันได้นอนในห้องตรวจนรีเวช แต่เหล่ไปเหล่มาเจอเตียงตรวจภายใน ดูท่าจะปีนขึ้นไปนอนลำบากแฮะ เลยย้ายบ้านไปนอนที่ห้องให้คำปรึกษา (ไม่รู้ว่าเชื้อ HIV , TB จะบานเพียบเรอะเปล่า) เลยได้ไปเจอพยาบาลจากศิริราชคนหนึ่ง มาปฏิบัติงานที่นี่ตั้งแต่วันที่ 26 โดยบินมากับนกแอร์ เธอมาคนเดียวแบบส่วนตัว บอกกับเราว่าพักร้อนช่วงปีใหม่ตั้งใจจะไปเที่ยวเชียงใหม่กับแฟน แต่พอรู้เรื่องนี้ก็เลยเปลี่ยนใจกะทันหัน บินมาก่อนเลย มาถึงก็ไปอาสาขึ้นเวรดึกที่วอร์ดศัลย์ทันที เพราะพยาบาลวอร์ดนี้กำลังหมดแรงขึ้นเวรแล้ว เนื่องจากควงเวรกันแบบไม่มีเวลาหยุดพัก และเธอก็อาสาอยู่เวรดึกตลอดทั้งอาทิตย์นี้ (เลยได้เจอกับเราตอนลงมาอาบน้ำนอนก่อนขึ้นเวรเท่านั้น) ส่วนแฟนเธอนั้นตามมาทีหลัง เป็นผู้ชำนาญเรื่องคอม ฯ ทำงานอยู่การไฟฟ้านครหลวง มาถึงตอน 4 ทุ่มวันที่เราไปถึงนั้นพอดี มาถึงก็ไปช่วยเค้า SET คอมพ์ ลงข้อมูลทันที จากการคุยกับแฟนเธอแล้วถึงรู้ว่า เจ้านายเขาทั้งสองคนไม่รู้เรื่องการเดินทางมาช่วยที่ร.พ.นี้เลย ส่วนพ่อแม่พี่น้องของทั้งสองคนนั้นก็ไม่ได้บอก เพราะกลัวจะไม่สบายใจ เนื่องจากข่าวอาฟเตอร์ช้อคยังมีมาเป็นระยะ ๆ

      ชื่นใจจริง ๆ ที่ได้เจอคนมีน้ำใจดีแบบนี้

     

    1 มกราคม 2548


              วันนี้ไม่ได้รู้สึกเลยว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ เรามาที่นี่มีงานทำตลอดเวลา ทีมพี่แจ๊ค หมอน้อยนั้นไปลงพื้นที่วัดบางม่วง ช่วยชันสูตรศพ ทีมสาวห้องผ่าตัดก็เข้าห้องผ่าตัดไปตั้งแต่เช้า ส่วนทีมของฉันไปช่วยที่วอร์ดอายุรกรรมชาย ที่ตอนนี้เป็นวอร์ดรวมมิตรไปแล้ว มีทั้งคนไข้ชาย หญิง ทั้ง อายุรกรรม ศัลยกรรมกระดูก ปนเปกันหมด 80 % เป็นคนไข้ประสบภัยครั้งนี้ มีหมอญี่ปุ่น 1 ทีมมาช่วยดู เราต้องทำ Treatment ทั้งวัน ทั้งช่วยหมอญี่ปุ่นล้างแผล ฉีดยา ให้น้ำเกลือ เช็ดตัวคนไข้ ฯลฯ  ที่ตื่นเต้นดีใจมาก คือ ฉันได้เจอ เจ้าตัง เพื่อนรุ่นน้องจากชลบุรีที่เคยร่วมกินนอนตอนไปอบรมที่ศิริราชเมื่อปี 31 ด้วย งานนี้เจ้าตังบินมาก่อนหน้าฉันเพียงวันเดียว

    พอตอนบ่าย ทางตึกฉุกเฉินก็โทรเข้ามาขอให้แบ่งคนไปช่วยทำแผล พี่ประครองเลยให้ฉันออกไปทำงานที่ถนัด ก็ทำแผลจนถึงเย็น มีแต่คนไข้บาดเจ็บจากคลื่นยักษ์กระแทกทั้งนั้น ขาบวม แผลสกปรกกันเป็นแถว เมื่อแนะนำให้เดินให้น้อยหน่อย จะได้ลดบวมเร็วขึ้น ฉันก็ต้องซึมกับคำตอบที่ได้รับ

     

    "ผมยังตามหาลูกเมียไม่เจอเลยครับ" 
             

    TT&T นั้นน่ารักสุด ๆ มาติดตั้งโทรฟรีให้ใช้ 5 เครื่อง และในวันนี้มีมาติดตั้งอินเตอร์เน็ตให้อีก 4 เครื่อง เราเลยได้มีโอกาสรายงานข้อมูลกันแบบสด ๆ เข้าสู่เว็บไซด์ของรพ.ราชบุรี แต่จะรายงานแบบปัจจุบันทันด่วนก็ไม่ได้ซะด้วย เพราะต้องรอหมดเวลางานก่อน

    ไปต่อภาคสองกันที่นี่เลย....

    http://luckanawan.spaces.live.com/blog/cns!CD578F03DCA1F93D!329.entry

     

               ........................................